Unusual 
Monday, November 19, 2007, 09:39 AM - เรื่องเล่า ความจริงที่โกหก
ทุกๆ เช้า ที่เราตื่นขึ้นมา มีบางสิ่งบางอย่างกำลังเปลี่ยนไป มันจะค่อยๆ เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ทุกสิ่งทุกอย่างมันเริ่มที่จะผิดไปจากเดิม บางสิ่งไม่ได้เป็นอย่างที่ควรจะเป็น ในขณะที่คนอื่นๆ กลับไม่ได้รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลง มีเรื่องไม่คาดคิดต่างๆ เกิดขึ้นอย่างมากมาย เรื่องร้ายแรงกลายเป็นเพียง เรื่องปกติทั่วไป เรื่องเล็กๆ กลับถูกนำมาเป็นเรื่องใหญ่ เรารู้สึกกลัว และหนาวเหน็บ ไม่รู้ว่าตอนนี้อยู่ที่ไหน กับใครกันแน่ แต่อย่างน้อย ก็ยังดีที่เรารับรู้สิ่งต่างๆ เหล่านี้ ทำให้เราได้เฝ้าดูการเปลี่ยนแปลงของสิ่งต่างๆ และครุ่นคิด หรือว่านี่คือโชคร้ายของเรา ที่เราไม่ได้ถูกเปลี่ยนแปลง เราเหมือนถูกปล่อยเดี่ยวจากทุกสิ่ง ไม่ว่าข้างกายจะเป็นอะไร เราก็ยังคงอยู่กับความเหงาเหมือนเดิม ความดีที่ได้ทำ ทำไปเพราะรู้ว่ามันดี แต่วันนี้ ทุกสิ่งเปลี่ยนไป ความดีคือเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง อยู่ด้วยความจริงทำให้สูญเสีย หลอกลวงเป็นสุดยอดของน้ำใจ คนดีกำลังกลายเป็นคนผิด คนซื่อสัตย์กลับต้องถูกประณาม ว่าคิดไม่ซื่อ อะไรกันแน่คือต้นตอของการเปลี่ยนแปลง ครุ่นคิด ค้นหาคำตอบเป็นเวลานาน จนทำให้ลืมที่จะคิดไปเสียแล้ว หากจะหยุดทุกสิ่งทุกอย่าง เห็นว่าคงมีทางเดียว คือ การปล่อยวางจากสิ่งต่างๆ อย่าได้ไปวิ่งตามมันเลย หยุด แล้วครุ่นคิด


add comment ( 7 views )   |   ( 3 / 314 )

คนรวย คนจน 
Thursday, September 20, 2007, 11:25 AM - ต้องรู้ให้ทัน
คนรวย คือ บุคคลที่มั่งมีไปด้วยทรัพย์สิน เงิน ทอง ทั้งนี้ ทั้งนั้น ก็ต้องขึ้นอยู่กับว่า ในสังคมนั้นๆ ได้ให้นิยาม ความหมาย ของคำนี้ เอาไว้อย่างไร เอาเป็นว่า ในสังคมบ้านเรา ที่รู้ๆ กันอยู่ คนรวย ก็คือคน ที่มีเงินมากมาย กล่าวคือ ทำตัวเป็นนักสะสมที่ดี มีการสะสมทรัพย์สมบัติไว้เป็นจำนวนมาก ทำทุกอย่าง เพื่อกระลายพิมพ์ ที่เรียกว่า เงิน

คนจน คือ คนที่ไม่มีเงิน หรือทรัพย์สิน หรือมี แต่ก็น้อย นั่นคือสิ่งที่บ่งบอกความจนของเขา โดยไม่ได้วัดจากสิ่งอื่น และแน่นอน บางครั้งคนที่ขยัน และอดทน ก็อาจจะเป็นคนจนก็ได้

ในสังคมนี้ มีทั้งคนรวย และคนจน ซึ่งสังคมแต่ละสังคม มักจะพยายามกีดกันซึ่งกันและกัน แต่ก็ต้องยอมรับว่า ทั้งคนรวย และคนจน ต่างก็ต้องเกื้อกูลซึ่งกันและกันในสังคม หากแต่เพียงกว่า คนรวยเท่านั้น ที่มักจะคิดว่า ตนเองนั้นอยู่เหนือคนจน และไม่จำเป็นใดๆ ที่จะต้องไปพึ่งพาคนจน ทั้งๆ ที่ความจริงแล้ว ทั้งสองฝ่าย ต่างก็ต้องเกื้อกูลซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะในเรื่องของ หน้าที่ การงาน ธุรกิจ

การพึ่งพา ระหว่าง คนรวย และ คนจน ในธุรกิจ
1. สำหรับคนจนนั้น นั่นหมายถึงการทำงาน การได้รับค่าจ้าง เพื่อนำไปแลกเปลี่ยนเป็นปัจจัยยังชีพ พวกเขาต่างก็ต้อง รู้ตัวตลอดว่า ต้องทำงานเพื่อแลกกับเงิน รู้ว่า หากตนเองไม่ทำงาน หรือ ไม่สามารถทำงานได้บรรลุ ตามที่ได้รับมอบหมาย ก็อาจจะไม่ได้รับเงิน หรือ กล่าวง่ายๆ ว่า พวกเขารู้ตัวดีกว่า คนที่จ่ายเงินให้เขานั้น ต้องการอะไร

2. สำหรับคนรวยนั้น นั่นหมายถึง ธุรกิจ และแน่นอน ความหมายของธุรกิจ ที่พวกเขายึดติดมาช้านาน ก็คือ การดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจ หรือ การดำเนินกิจกรรม อย่างใด อย่างหนึ่ง โดยมุ่งหวังผลกำไร หรือ เงิน เป็นเป้าหมายสูงสุด นั่นคือหลักๆ ของธุรกิจ ซึ่งก็ไม่ยากเกินไปนัก สำหรับคนรวย ที่จะคิดได้ว่า ทำอะไรก็ได้ ที่ได้เงิน ได้กำไร โดยไม่ผิดกฏหมาย แต่สิ่งหนึ่งที่คนรวยไม่เคยคิด หรือไม่กล้าคิด ก็คือการเติมประโยคต่อท้าย ในนิยามของธุรกิจว่า โดยไม่ขัดต่อหลักศีลธรรมอันดีงาม และคงคุณค่าของความเป็นคน คนรวยมักจะมองคนจน แต่เพียงว่า ทำงานได้ตน แล้วจ่ายเงิน เท่านั้นก็พอ โดยที่ไม่ได้คิดว่า คนที่เขาทำงานให้เรานั้น แท้จริงเขาต้องการอะไร

ในความเป็นจริงในสังคม คนจนต้องตกเป็นเหยื่อทางธุรกิจของคนรวย ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน ที่คนจนต้องทำงาน เพื่อให้ได้มาซึ่งเงิน ในขณะที่บางครั้ง ธุรกิจนั้นๆ เรียกว่า แทบจะดำเนินกิจการได้ ก็เพราะ แรงงานของคนจน หากไม่มีพวกเขา ธุรกิจนั้นๆ ก็อาจจะล่มสลายลงก็ได้ ทั้งๆ ที่คนจน มีความสำคัญต่อระบบธุรกิจขนาดนี้ แต่พวกเขา ก็ยังมิวายที่จะถูกมองข้าม เท่านั้นยังไม่พอ พวกเขายังถูกเอาเปรียบ ด้วยระบบธุรกิจของคนรวย ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน ที่คนรวยไม่เห็นค่าดังที่ได้กล่าวมา พวกคนจนยังต้องพบกับ การถูกเอาเปรียบในชีวิตประจำวันต่างๆ อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการไปจับจ่ายซื้อของ ซึ่งบางครั้ง คนจนก็แทบจะไม่มีเงินอยู่แล้ว ก็ยังต้องเสียเงินส่วนต่าง ที่เรียกว่ากำไร ให้กับคนรวยๆ ที่เปิดร้านค้าอีก หากพิจารณาดูดีๆ จะพบว่า พวกคนจนนั้น ตกเป็นเหยื่อทางธุรกิจของคนรวย

คนรวย คนรวยมีไว้เพื่ออะไร แล้วจะรวยไปทำไม หากมองจากความเป็นจริง ก็จะพบว่า รวยเพื่อไว้ทำธุรกิจกับคนจน ไว้เอาเปรียบกับคนจน รวยเพื่อเอากำไร กับคนจน เพราะกับคนรวยด้วยกัน ก็กลายเป็นคู่แข่งกัน นั่นคือคนรวยที่เราๆ ท่านๆ สามารถพบเห็นได้ทั่วไปในสังคม

หากแต่ความจริงแล้วนั้น คนรวย ในความหมายที่ถูกต้อง คนรวย คือคนที่มั่งคั่งด้วยทรัพย์สินต่างๆ โดยสิ่งเหล่านั้น ล้วนมาจากคนจน ดังนั้น คนรวย จึงเป็นคนที่อยู่ในฐานะที่ควรให้การช่วยเหลือคนจน มิใช่เอากำไรจากคนจน การที่เรามีเงินมากกว่าคนจน ไม่ใช่หมายความว่า เราอยู่ในฐานะที่เหนือกว่าเขา และต้องเอากำไรจากเขา แต่นั้น หมายถึงว่า เรานั้นอยู่ในฐานะที่สามารถ โอบอุ้ม ช่วยเหลือคนจนได้ ตามอัฐภาพของเรา การทำธุรกิจของเรา จึงต้องปรับเปลี่ยนแนวคิดกันใหม่ นั่นคือ การพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน คนจนที่ไม่มีเงิน ต้องการเงิน ในขณะที่คนรวยมีเงิน แต่ไม่มีฝีมือ ไม่มีแรงงานมากพอ จึงนำเงินที่มีอยู่ ให้กับคนจน เพื่อขอให้คนจนช่วยทำงานให้ ทุกแรงงานล้วนมีค่าด้วยกันทั้งสิ้น

ผู้ที่ไม่เอารัดเอาเปรียบคนจน หรือคนที่อยู่ต่ำกว่าตน และคอยให้การช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก ตามอัฐภาพ ตามกำลังที่สามารถช่วยเหลือได้ รู้ว่าฐานะที่ตนมีนั้น ไม่ใช่ไว้เพื่อเอาเปรียบ หรือ รังแกผู้ที่ด้อยกว่า หากแต่ฐานะนั้นมีไว้เพื่ออุ้มชูผู้ที่ด้อยกว่า รู้คุณค่าของผู้ที่ด้อยกว่า คอยเป็นปากเป็นเสียงให้กับคนจน นั้นแหละ ถึงจะเป็นคนรวยที่แท้จริง



add comment ( 4 views )   |   ( 3 / 304 )

เจ้าตัวกลม Ball Story 
Saturday, September 1, 2007, 09:09 AM - เรื่องเล่า ความจริงที่โกหก
เจ้าตัวกลม เป็นลูกกลมๆ ตัวเล็ก มันถูกทำมาจากยาง เจ้าตัวกลมอาศัยอยู่ในร้านขายของแห่งหนึ่ง มันมักจะอวดอ้างถึงความรวดเร็วของมัน เพราะว่ามันกลม อีกทั้งทำด้วยยาง จึงทำให้มันสามารถเคลื่อนที่ ไปบนชั้นวางของ ได้อย่างรวดเร็ว วันหนึ่งมันเด้งผ่านยาเม็ด มันก็อวดอ้าง พร้อมกับเยอะเย้ย ยาเม็ด "ดูแกซิ ตัวแกมันช่างแบนจริง ไปไหนมาไหนคงอึดอาดน่าดูนะ ไม่เหมือนฉันที่เด้งได้ ฉันเคลื่อนที่อย่างว่องไว" ยาเม็ดจึงตอบเจ้าตัวกลมไปว่า "ฉันมีญาติเป็นลูกฟุตบอล เขาเร็วกว่านายแน่ ลองไปแข่งกับเขาดูซิ"

ในไม่ช้าเจ้าตัวกลมก็เด้งออกไปนอกร้าน ไปที่สนามหญ้าไปท้าแข่งกับลูกฟุตบอล โดยมีเงื่อนไขว่า ให้ออกตัวจากประตูอีกฝั่งหนึ่ง ไปถึงประตูอีกฝั่งหนึ่ง ใครถึงก่อนชนะั เจ้าตัวกลมรับคำท้าอย่ากล้าหาญ ทันทีที่ออกตัว ปรากฏว่า ด้วยพื้นสนามที่เป็นหญ้า เจ้าตัวกลมที่เป็นยางกลมๆ เล็กๆ วิ่งไปได้ช้ามาก แถมไม่สามารถเด้งได้สูง เหมือนพื้นในร้านค้าด้วย ในที่สุดมันก็แพ้ต่อฟุตบอล เจ้าตัวกลมจึงขอว่า "ลูกฟุตบอล เธอช่างเร็วจริงๆ ฉันอยากเร็วอย่างเธอบ้าง ขอให้ฉันเป็นลูกฟุตบอลด้วยได้ไหม" และแล้ว มันก็ได้รับ พรวิเศษที่เปลี่ยนมันเป็นลูกฟุตบอล

เจ้าตัวกลม ที่อยู่ในร่างใหม่ ร่างของฟุตบอล มันก็ได้ยะโสโอหัง ขึ้นอีกมาก มันได้ไปพบกับ ลูกแก้ว ที่เด็กๆ ใช้เล่นกัน มันจึงเยอะเย้ย และท้าลูกแก้ว แข่งกับมัน สนามที่ใช้ในการแข่งขันคือ จากท่อระบายน้ำ ใครออกสู่แม่น้ำได้ก่อน ฝ่ายนั้นชนะ ด้วยความใหญ่ของฟุตบอลทำให้เคลื่อนที่ได้ช้ามาก ในท่อระบายน้ำ ในขณะที่ลูกแก้ว สามารถกลิ้งไปได้เร็วมาก อีกทั้งยังสามารถลัดตามช่องแคบต่างๆ ได้อีกด้วย อนิจจา เจ้าตัวกลมต้องพบกับความพ่ายแพ้อีกครั้งหนึ่ง มันจึงขอ ด้วยความเร็วของลูกแก้ว ขอให้มันเป็นลูกแก้วเถิด แล้วมัีนก็ได้รับพรนั้นอย่างสมใจ

ในตอนนี้ เจ้าตัวกลมได้กลายเป็นลูกแก้วไปแล้ว ตอนนี้มันอยู่ที่ปลายสุดของท่อระบายน้ำ ที่เป็นจุดสั้นสุดการแข่งขันของมัน กับลูกแก้ว มันนั่งมองสายน้ำที่ไหลไปอย่างช้าๆ ในทันใดนั้น มันก็ตะโกน ท้าแข่งกับสายน้ำ "โอ้สายน้ำเอ๋ย ฟังถ้าเถิด ตัวข้า คือ ผู้ที่เร็วที่สุดบนแผ่นดินนี้ มาแข่งกับข้าเถิด" สายน้ำรับคำถ้่าของเจ้าตัวกลม โดยใช้ลำธารเป็นสนามแข่ง ใครสามารถรอดใต้สะพานไม้ ที่อยู่ข้างหน้าได้ ถือว่า ชนะ เจ้าตัวกลมที่เวลานี้กลายเป็นลูกแก้ว เมื่อมันโดดลงในสำธาร มันก็ได้จมดิ่งลง และถูกดินโคลนดูดไว้ จนมันไม่สามารถคลื่นที่ได้ ชัยชนะ จึงตกเป็นของสายน้ำ แล้วเจ้าตัวกลม ก็ไม่ช้าที่จะขอให้มันกลายเป็นสายน้ำ มันก็ได้รับพรน้ันอีกครั้ง

เจ้าตัวกลมที่เป็นสายน้ำ ไหลอย่างสบายใจ มันไหลผ่านซอกหิน ผ่านลำธาร ผ่านน้ำตก และที่ทำให้มันมีความสุขที่สุด ก็คือมันคิดว่ามันคือผู้ที่เร็วที่สุด วันหนึ่งขณะที่มันกำลังไหลอย่างสบายใจ มันได้พบกับสายลม ที่พัดมากระแทกมันอย่างแรง เจ้าตัวกลมไม่รอช้าที่จะ ร้องท้าแข่งกับสายลม "ใครที่ออกสู่ทะเลได้ก่อน คนนั้นเป็นฝ่ายชนะ" เจ้าตัวกลมไหลไปอย่างรวดเร็วตามลำธาร เลี้ยวซ้ายที ขวาที ในขณะที่ สายลม พัดผ่านต้นไม้ ผ่านป่า เหมือนเส้นตรง และสามารถออกสู่ทะเลได้ก่อนมัน ในเมื่อมันแพ้ให้กับสายลม มันจึงขอพร เพื่อจะให้ตัวมันเป็นสายลม "โอ้สายลม โปรดประทานพร ให้ข้า เป็นแบบท่านด้วยเถิด" สายลมตอบว่า "ข้าพัดผ่านในหลายๆ ที่ ข้าได้พบเห็นสิ่งต่างๆ มากมาย และข้ารู้ดีว่า ข้าไม่ใช่ผู้ที่เร็วที่สุด อย่างที่เจ้าเข้าใจหรอก แสงต่างหาก แสงจากพระอาทิตย์ คือผู้ที่เร็วที่สุด" เจ้าตัวกลมตัดสินใจ ไปหาพระอาทิตย์ และขอต่อพระอาทิตย์ให้มันเป็นแสง และมันก็ได้รับพรนั้นจากพระอาทิตย์ บัดนี้เจ้าตัวกลมได้กลายเป็นแสงไปแล้ว

หลังจากที่เจ้าตัวกลมเป็นแสง มันก็ออกเดินทางไปยังที่ต่างๆ ทั่วโลก มันได้ท้าแข่งกับผู้อื่นมากมาย และมันก็ได้รับชนะมาตลอด มันคิดเสมอว่า โลกนี้คงไม่มีใครเร็วเท่ากับมันอีกแล้ว มันได้ท้าแข่งกับม้าแข่งที่เร็วที่สุด แข่งกับสายฝน แข่งกับแรงดึงดูด แม้แต่เสียง ก็ยังแพ้ให้ักับเจ้าตัวกลมที่กลายเป็นแสง เจ้าตัวกลมจะท้าแข่งกับทุกสิ่งทุกอย่างที่มันได้พบ

วันหนึ่งเวลาประมาณ 3 โมงเย็น ด้วยความที่มันเป็นแสง มันจึงสามารถสอดส่อง เข้าไปในบ้านของผู้อื่น ผ่านทางหน้าต่างได้ วันนี้มันได้เข้าไปในห้องของผู้เฒ่าคนหนึ่ง ผู้เฒ่าคนนึ้ ทุกคนในหมู่บ้านจะเรียกว่า นักปราช หรือผู้รู้ เมื่อเจ้าตัวกลมเข้าไปในห้องของนักปราชแล้ว มันเห็นนักปราชกำลังเขียนหนังสืออยู่บนโต๊ะทำงาน มันจึงท้ายนักปราชใ้ห้แข่งกับมัน นักปราชตอบว่า "ท่านผู้เป็นแสง ท่านผู้อยู่บนฟากฟ้า เวลานี้ของให้ข้าทำงานของข้าให้เสร็จก่อนได้ไหม" เจ้าตัวกลม ตกลงที่จะรอ เมื่อนักปราชเขียนหนังสือเสร็จ ก็นำเอาหนังสือเล่มนั้นวางไว้บนโต๊ะ จากนั้นก็ตกลงรับคำถ้าของเจ้าตัวกลมผู้กลายเป็นแสง โดยมีกติกาในการแข่งว่า เวลา 6 โมงเช้า จุดเริ่มต้นจะอยู่ที่นอกเมือง ใครก็ตาม ที่เข้ามาถึง หนังสือเล่มนี้ได้ก่อน จะเป็นฝ่ายชนะ

เมื่อถึงเวลา 6 โมงเช้า เจ้าตัวกลมก็มารอยู่ที่นอกเมือง ในขณะที่นักปราชกำลัง ขี่ลา ออกจากบ้านไปยังจุดเริ่มต้น ระหว่างทางนักปราชได้แวะคุย สนทนา แก้ปัญหาต่างๆ ให้ชาวบ้านไปเรือย เจ้าตัวกลม จึงร้องเรียกจากฟากฟ้าว่า "นี่ก็ 6 โมงเช้าแล้ว ข้ามาอยู่ที่จุดเริ่มต้นแล้วนะ หากท่าน ยังมาไม่ถึง ข้าจะออกตัวก่อนนะ" นักปราชได้ยินดังนั้น ก็ยิ้มรับ พร้อมกับพยักหน้า ทันทีที่เจ้าตัวกลมออกตัว มันได้พุ่งทยานด้วยความเร็วสูง แต่ทว่า มันไม่สามารถ เข้าไปที่หนังสือเล่มนั้นได้ เพราะว่า มีชั้นหนังสือวางขวางอยู่ ทำให้หนังสือเล่มนั้นอยู่ในเงามืดพอดี เจ้าตัวกลมคงต้องรอให้ถึง 3 โมงเย็น แบบเมื่อวาน ให้พระอาทิตย์ไปอยู่ทางทิศตะวันตก ถึงจะสามารถเข้าไปถึงหนังสือได้ ขณะเดียวกัน นักปราชก็ได้ไปถึงจุดเริ่มต้นสำหรับออกตัว นักปราชได้นั่งพักสักครู่ ก่อนจะขี่ลาของเขากลับมาที่ห้องอย่างไม่รีบร้อน เขาค่อยๆ นำมือมาวางบนหนังสือ พร้อมกับหยิบหนังสือเล่มนั้น ออกมาจากเงามึด เป็นการส่งสัญญาณให้เจ้าตัวกลมได้รับรู้ว่า มันได้รับความพ่ายแพ้

การพ่ายแพ้ครั้งนี้สร้างความเจ็บปวดให้กับเจ้าตัวกลมเป็นอย่างมาก เพราะมันไม่เคยแพ้ใครมานานมากแล้ว แ้ละมันก็รู้ดีว่า แสงคือสิ่งที่เร็วที่สุด มันจึงขอกับนักปราชว่า "ขอให้ฉันเป็นท่านได้ใหม หรือให้ฉันเป็นสิ่งใดก็ได้ที่เร็วที่สุด" นักปราชจึงตอบเจ้าตัวกลมไปว่า "เจ้าไม่จำเป็นต้องเร็วที่สุดหรอก" พร้อมกันนี้ นักปราชยังได้สอน ให้เจ้าตัวกลมรู้สำนึกด้วยว่า "การเดินทาง การเคลื่อนที่ ที่ผ่านมา เจ้าไม่ได้คิด ไม่ได้พิจารณาบ้างหรือ บางครั้งการเคลื่อนที่ก็ไม่จำเป็นต้องเร็วที่สุด น้ำเคลื่อนที่ไม่ใช่เพื่อความเร็วที่สุด แต่เพื่อการเจริญเติบโตของพฤกษาตามรายทางที่ได้ผ่านมา ลมไม่ได้คลื่นที่เพราะต้องการความเร็วที่สุด แต่เพื่อการเปลี่ยนแปลงของฤดู นกไม่ได้บินเพื่อหวังความเร็วที่สุด แต่เพื่อหาอาหาร และเพื่อความอยู่รอด บอลของเล่นไม่ได้คลื่อนที่เพราะต้องการความเร็ว แต่เพือความสนุกสนานของเด็กๆ แสงก็ไม่ได้มีไว้เพื่ีอความเร็ว แต่เพื่อคุณประโยชน์ทั้งกลางวัน และกลางคืน" นักปราชยังกล่าวสอนเจ้าตัวกลมอีกว่า "ดังเช่นการเดินทางข้ามภูเขา ไม่ใช่เพื่อความเร็วในการเดินทาง แต่เพื่อความงดงาม เมื่อไปยืนอยู่บนยอดเขา" ประโยคสุดท้ายที่นักปราชสอนเจ้าตัวกลม "การเคลื่อนที่จากจุดหนึ่ง ไปอีกจุดหนึ่ง ไม่ใช่เพื่อความเร็วที่สุด แต่เพื่อหาสิ่งที่ดีที่สุดในการเคลื่อนที่นั้นๆ"

จากนั้นมาก เจ้าตัวกลม ก็กลับคืนสู่สภาพเดิม และคงอยู่ มาใจทุกวันนี้ บางคนก็เรียกว่าลูกเด้ง ทุกๆ การเคลื่อนที่ของมัน เพื่อหวังให้เด็กๆ และทุกคนมีความสุข


add comment ( 192 views )   |   ( 3 / 282 )

Neglect โดนทิ้ง อีกครั้ง 
Sunday, May 20, 2007, 11:15 AM - เรื่องเล่า ความจริงที่โกหก
ความรัก ที่ทำให้คนมาพบกัน หล่อหลอมจนกลายเป็นครอบครัว แต่เมื่อนานวันเข้า ความรักกลับเปลี่ยนไป ความรักกลับลดน้อยลง กลายเป็นความเห็นแก่ตัว กลายเป็นความเห็นแก่พวกพ้อง นี่แม่กู ใครจะด่าไม่ได้ และแล้ว ความรักก็จบลง ด้วยความรักต่อพ่อแม่ ด้วยเหตุที่ว่า คู่รักของเรานั้น ใช้วาจาสามหาว ต่อพ่อแม่ของเรา โดยด่าผ่านเราอีกที

ความหลอกลวง ก็เกิดขึ้น ครั้งแล้วครั้งเล่า หลายสิบครั้งที่หลอกลวง แต่ก็หลายสินครั้งเช่นกัน ที่เชื่อใจ และให้โอกาสใหม่ จนความเชื่อมั่นใจคำสัญญามันลดลง แต่นั่นมันก็ได้ทำให้ ความเจ็บปวดน้อยลงเช่นกัน ทุกครั้งที่สัญญา ก็แทบจะคาดหวังอะไรไม่ได้อยู่แล้ว ก็เป็นการเตรียมพร้อม ต้อนรับกับการมาเยือนของ ความหลอกลวง

ไม่นึกเลย ว่าเงินจะมีอำนาจมากขนาดนี้ ความรักที่บริสุทธฺ์ ความรักที่เงินหาซื้อไม่ได้ มันแทบจะกลายเป็นเพียงแค่ ความรักในความผัน เมื่อเจอกับอำนาจเงินตรา เธอคงไม่เอ่ย ว่าอยากได้เงิน แต่เธอยืนยันด้วยวาจา ว่านี่แหละ คือ รักแท้ จนในที่สุด เมื่อการทดสอบมาถึง เมื่อการลองใจมาถึง เมื่อได้ทำการลองใจเธอ ด้วยเงิน ก็ทำให้เห็นอย่างชัดเจนว่า อะไรเป็นอะไร เธอถึงกับ แสดงตนออกมา ด้วยซานตาในคราบนางฟ้า แม้แต่มนุษย์ตาบอด ก็ยังสามารถมองเห็น หัวใจแพทศยาของเธอได้ หัวใจที่ชุ่มเปียกไปด้วย น้ำลายอันโสมมของคำว่าทรัพย์สมบัติ

จากก้นบึ้งของหัวใจ ยังคงความรักอันมหาศาลที่มีต่อกัน แต่ด้วยความอัปรีย์ ที่มันลอยอยู่บนผิวหน้าของหัวใจ ด้วยสันดานของเผ่าพันธ์ เกิดความแตกต่าง เป็นรอยแยกของภูเขาไฟ ที่ไม่สามารถต่อรอยแยกนั้นได้ คู่รัก ครอบครัว ต้องแยกทาง หันหน้าสู่ความจริง ต่างผ่ายต่างออกเดิน สู่ปลายถนนคนละด้าน


add comment   |   ( 2.9 / 262 )

Your are possessed be the spirit and the black magic ผีเข้า โดนของ  
Thursday, April 26, 2007, 09:46 AM - ต้องรู้ให้ทัน
ความฉลาดกับชีวัต นั้น ไม่ได้หมายความว่า รู้แค่บางเรื่องเท่านั้น แต่หากเรามีสติ เราก็จะสามารถรับรู้ถึงเรื่องเร้นลับได้อีกด้วย วันนี้เราจะมาดูเรื่องเร้นลับ เกินคำอธิบาย อย่าง ไสยศาสตร์ ถ้าหากเรา่ตัดเรื่องของความเชื่อผิดๆ ออก แล้วหันมามองไสยศาสตร์ด้วยเหตุผล เปิดใจให้กว้าง แล้วมาดูกัน ว่าเรื่องไสยศาสตร์แท้จริงแล้วมันเป็นอย่างไร

บ่อยครั้งที่เราได้ยินเืรื่องราวเกี่ยวกับ คนโดนของ โดนผีเข้า โดนไสยศาสตร์ และอื่นๆ อีกมากมาย และก็บ่อยครั้ง ที่มีคนจำนวนไม่น้อย เฝ้าถามตัวเองว่า ถ้าหากมันมีจริง แล้วทำไม เมืองนอกถึงไม่มีกัน แล้วทำไม เราไม่ใช้ไสยศาสตร์เพื่อผลประโยชน์ต่างๆ ทำไมเราต้องมานั่งทำงาน อยู่อีกด้วย ถ้าไสยศาสตร์ทำได้จริง ทำไมเราจะต้องลำบากด้วยล่ะ นั่นก็เพราะว่า บางครั้งมันไม่ใช่เรื่องจริงนั่นเอง บางคนก็บอกว่าเรื่องเหล่านี้เร้นลับ เป็นเรื่องที่ไม่สามารถรับรู้ได้ ถึงกับตั้งคำปราการที่ว่า "ไม่เชื่อก็อย่าลบหลู่" เป็นคำปราการ ที่หักห้ามหัวใจของผู้คนไม่ให้คิด ไม่ให้สงสัย เป็นคำปราการ ที่ทำให้ผู้ที่มีความสงสัียในเรื่องไสยศาสตร์ ปล่อยวาง และไม่คิดอีกต่อไป เราจะไม่กล่าวถึงเรื่องพวกนั้น เพราะไม่อยากไปรบกวนการประกอบอาชีพของผู้ใด แต่เราจะกล่าวถึง คนที่บอกว่าตัวเองโดนของ โดนเขาทำไสยศาสตร์ เพื่อเป็นภูมิแก่ปัญญาชน ผู้ตัดสินปัญหาด้วยเหตุผล

ของจริงหรือของปลอม

1. โดนของเพื่อโยนความผิด คนพวกนี้บางครั้ง เมื่อทำความผิดที่ตนเองรับไม่ได้ หรือเกิดความละอายใจอย่างมาก เมื่อมีคนมาทักว่าโดนของ ก็มักจะคล้อยตามไปเลย แต่บางคนก็สร้างเรื่องโดนของขึ้นมาเองเลย เพื่อที่ต้องการจะบ่งบอกว่า ความผิด สิ่งน่าอาย ต่างๆ เหล่านั้น ไม่ใช่เพราะตัวตนของเขาที่ทำ แต่เป็นเพราะเขาโดนของนั่นเอง เป็นการโยนความผิดที่แสนจะฉลาดซะจริงๆ (ไอ้แหยมเอ้ย) พฤติกรรมของคนพวกนี้เป็นอย่างไร คนพวกนี้มักจะพยายามสื่อให้คนอื่นรู้ว่าตนเองโดนของ เช่น ทำเสียงแปลก ทำท่าทีแปลกๆ แต่หากคนรอบข้างยังไม่รับรู้ ก็จะยิ่งสร้างความเจ็บใจให้กับเขา โดยที่การแสดงออกของแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน บางคนกล้าหน่อย ถึงกับแก้ผ้า วิ่งรอบบ้านก็มี บางคนก็แสดงออกเป็นบางเวลา
วิธีจับผิด คนพวกนี้หากอยู่ในที่สาธารณะที่มีคนมากๆ เช่น ในห้างสรรพสินค้า คนพวกนี้จะไม่กล้าสำแดงเดชมาก

2. โดนของเพราะอยากเป็นคนดี สำหรับคนที่ทำความผิดไว้มาก หรือเป้นคนไม่ดี อยู่มาวันหนึ่งคิดได้ขึ้นมา จากลูกที่ไม่เคยกอดพ่อปม่ แต่อยากทำ แต่ก็ไม่กล้าเพราะอาย อยากจะทำความดีต่างๆ คนพวกนี้จะแกล้งว่าตนนั้นโดนของ โดยมุ่งหวังว่า หวังจากไปหาหมอผีแล้ว คนจะได้กลับตัวเป็นคนดีได้อย่างไม่ต้องอาย
วิธีจับผิด คนพวกนี้หากไปอยู่ในที่ ที่ไม่ใช่บ้าน ไปอยู่ในสิ่งแวดล้อมอื่นๆ คนพวกนี้จะเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว

3. โดนของเพราะไม่รู้จักคิด คนพวกนี้ จะไม่รู้ตัว ไม่รู้วิธีแก้ปัญหาของตนเอง แล้วก็โทษโชคชะตา คนพวกนี้ดูไม่ยาก ไม่ต้องอธิบายอะไรมาก เราขอยกตัวอย่างมาเลยแล้วกัน ผู้หญิงคนหนึ่ง นามสมมุติ แตน แตนเธอหาว่าเธอนั้นโดนของ แล้วก็ไปหาหมอผี หมอผีก็ทำพิธิตัดแขน ตัดขา (ไม่ได้ติดจริงๆ นะ เป็นแค่พิธีเฉยๆ) เพื่อเป็นการแก้เคล็ด เรื่องของแตนนั้น แตนรู้สึกร้อนใจ และอยู่ไม่เป็นสุข ในครอบครับของแตนก็ไม่มีความสุข มีเรื่องร้อนเนื้อร้อนใจตลอด แตนเป็นหนี้สินมากมาย ด้วยเหตต่างๆ เหล่าน้ จึงทำให้แตนคิดว่าตนเองนั้นโดนของโดนกลั่นแกล้ง โดยที่แตนไม่ได้คิดเลย ที่เป็นแบบนี้ เพราะแตนเป็นคนที่ติดการพนันเป็นอย่างมาก เล่นไพ่ทุกวัน ถึงกับเอาบ้านตัวเอง เปิดเป็นบ่อนการพนันเลยก็มี บางครั้งแตนก็เช่ารถตู้ ไปเล่นกับที่เขมรเลย ความจริงแล้วแทนที่แตนจะไปหาหมอผี แตนน่าจะไปหาคนที่มีความรู้มากกว่า แล้วก็บอกกับเขาไป "ฉันไม่รู้เป็นอะไร โดนของหรือป่าวก็ไม่รู้ ฉันมีเรื่องร้อนใจตลอด ทำมาหากินไม่ขึนเลย เล่นไพ่ทุกวัน ฉันก็เสียทุกวัน จน เครียด เล่นไพ่" หากไปบอกแบบนี้ เราเชื่อว่าคนที่มีความรู้จะสามารถหาทางออกให้แตนได้ไม่ยาก "จน เครียด ทำงาน เก็บเงิน ใชี้หนี้......" เรื่องของแตนนี้ นำมาจากเรื่องจริงของผู้หญิงคนหนึ่ง
วิธีจับผิด แทบจะไม่ต้องจับผิด หรือสังเกตพฤติกรรมอะไรเลย หากเรามองโลกด้วยปัญญา

4. โดนของเพราะกูเจ็บ คนพวกนี้น่าสงสาร ตัวเขาเองแทบจะไม่มีปัญหาอะไรเลย แต่ญาิติๆ พากันหาว่าโดนของ บางคนก็เป็นโรคประสาท นิดๆ ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องเร้นลับแต่อย่างใด มันเป็นอาการทางประสาท เรามีเรื่องจริงของเด็กผู้ชายชื่อดิง ดิงเป็นเด็กธรรมดาคนหนึ่ง อยู่ดีๆ ขาก็บวม อาจจะเป็นเพราะซุกซน หรือโดนอะไรมา แต่ไม่กล้าบอกพ่อแม่ แต่นั้นก็เพียงพอแล้ว ที่จะทำให้ทุกคนพากันเชื่อว่าดิงโดนของ และแล้วก็พาดิงไปรักษา หมอผี ได้บีบที่ขาดึงอย่างแรง สร้างความเจ็บปวดอย่างมาก พร้อมกับ ร้องถามว่า จะออกใหม จากนั้นหมอผี ก็ซุบซิบปาก ประมาณว่า ทำให้ผู้คนเข้าใจว่า อ่านคาถา แล้วก็บีบแรงขึ้น แรงขึ้น พร้อมกับถามว่าจะออกใหม เมื่อถึงที่สุดแล้ว ดิงทนไม่ไหว เพราะความเจ็บปวด จึงร้องว่าออกแล้ว กูออกแล้ว เพื่อจะได้รอดพ้นจากความเจ็บปวดนี้เสียที (ปัจจุบันนี้ ดิงโตแล้ว และเป็นเพื่อนกับเรา)
วิธีจับผิด ค่อนข้างยาก แต่วิธีป้องกัน คือ เป็นอะไรให้รักษาไปตามนั้น เป็นประสาท ก็ไปหาหมอประสาท เจ็บขาก็ไปคลินึค

5. โดนของ เพราะอุปโลกน์ คนพวกนี้เป็นอาการทางจิตแบบหนึ่ง ที่ไม่มีที่พึ่งทางจิตใจ หรือเป็นคนที่มีจิตใจอ่อนแอ พวกเขาจะอุปโลกน์ สิ่งต่างๆ ให้มีอิทธิพลอยู่เหนือตัวเขา จากนั้นจะสร้างให้สิ่งต่างๆ เหล่านั้น มีพลังอำนาจ เช่น การอุปโลกน์ ว่าลมที่กำลังพัดอยู่เบื้องหน้า มีคุณไสย์แผงมาด้วย จากนั้นเมื่อเขาถูกลมนั้น จึงทำให้อุปทานต่อไปว่า เขาได้โดนคุณไสย์เข้าไปแล้ว บางครั้ง ถึงกับมีเหตุการณ์อุปทานหมู่ก็มี
วิธีจับผิด คนพวกนี้ จะเห็นสิ่งเร้นลับต่างๆ มากมาย ที่คนธรรมดาอย่างเราไม่สามารถเห็นได้ และจะมีจิตนาการถึงเรื่องต่างๆ เหล่านี้ได้อย่างลึกซึ้ง หากอยู่ใกล้คนพวกนี้ อย่าหลงเชื่อทีเดียว พยายามออกห่างไว้นะ

นี่เป็นคนโดนของประเภทหลักๆ ที่เราได้ยกมาเท่านั้น นอกจากนี้่แล้วก็ยังมีประเภทอื่นๆ อีกมากมาย อย่างไรก็ดี จะทำอะไร จะเชื่ออะไร ขอให้เชื่อด้วยปัญญา
add comment ( 15 views )   |   ( 3 / 252 )

happy happy happy to sad ความสุข ทำให้ ทุกข์ 
Sunday, April 15, 2007, 11:29 PM - ต้องรู้ให้ทัน
....... ในชีวิตของคนเรา ต้องพบกับทั้งเรื่องดี และเรื่องร้าย มีทั้งสุขและทุกข์ ผสมกันไป ซึ่งทุกคนต้องพบเจอเรื่องราวเหล่านี้ บางคนอาจจะพบกับความสุข บางคนอาจจะพบกับความทุกข์ มีทั้งคนที่มีความสุขมากๆ และคนที่ทุกข์มากๆ ซึ่งทั้งความสุข และ ความทุกข์ ต่างก็เป็นเหตุผลต่อกันและกัน หรืออาจจะกล่าวง่ายๆ ว่า ความสุขนั้นทำให้เกิดความทุกข์ และเช่นกัน ความทุกข์ ก็จะทำให้เกิดความสุขได้เช่นกัน วันนี้เราจะมาดูกันว่าความจริงเป็นอย่างไร เพราะมีผู้คนมากมาย ที่เข้าใจผิด คิดว่า เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นต่างหาก ที่ทำให้เกิดความสุข หรือ ความทุกข์

สุข ทำให้ ทุกข์
....... บางคนที่มีความทุกข์มากๆ และคนที่มีความสุขมากๆ บางครั้ง ไม่จำเป็นว่า สิ่งที่พวกเขาพบ จะต้องเหมือนกัน เสมอไป และเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิต ก็ไม่ใช่ตัวกำหนดว่าเราจะสุข หรือทุกข์

....... เราจะขอยกเหตุการณ์ตัวอย่างขึ้นมา 1 เหตุการณ์ คุณนั่งทานข้าวบนกระดาษหนังสือพิมพ์ อยู่ข้างถนน และนอนตามป้ายรถเมล เหตุการณ์นี้ หากทุกคนได้ประสบเหมือนๆ กัน แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกคนจะมีความสุข หรือความทุกข์เหมือนกัน นั่นเพราะ หากคุณเป็นคนไฮโซ อยู่ในตระกูลดังๆ ขับรถสปอต์ มาเจอเรื่องแบบนี้คุณต้องไม่มีความสุขแน่ๆ แต่หากว่าเป็นคนที่ไร้ญาติขาดมิตร ไม่มีงานทำ การแค่ได้กินข้าว แค่นี้ก็ทำให้เขามีความสุขแล้ว

....... ดังนั้นหากพิจารณาดูแล้ว จะเห็นได้ว่า เหตุการณ์ หรือ เรื่องต่างๆ ที่เราได้พบเจอ มันไม่ใช่ความสุข หรือความทุกข์เลย หากเป็นเพียงแค่ เรื่องที่ผ่านเข้ามาเท่านั้นเอง ตัวที่กำหนดว่าสุขหรือทุกข์ ก็คือตัวเราเองทั้งสิ้น แล้วปัจจัยสำคัญ ที่ทำให้เกิดความสุข หรือความทุกข์ ก็คือประสบการณ์ของเรา หากเราพบแต่เรื่องดีๆ เรื่องที่เราชอบมาตลอด เมื่อมาพบกับ เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ก็อาจจะกลายเป็นความทุกข์อันใหญ่หลวงได้ นั่นเป็นเพราะ เรานำเอาประสบการณ์ที่ผ่านมา มาเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ที่อยู่ตรงหน้า เมื่อเปรียบเทียบแล้ว หากเป็นเรื่องที่ดี หรือชอบมากกว่าเรื่องที่เคยพบ ก็จะทำให้เรามีความสุขมากๆ แต่หากเป็นเรื่องที่ไม่ชอบใจ นั่นอาจจะเป็น เรื่องที่ทำให้เรา เกิดความทุกข์อย่างแสนสาหัส เฉกเช่น คนที่ไม่เคยอกหัก แต่กลับถูกคนรักหักอกเป็นครั้งแรก ดังนั้นจะเรียกได้ว่า หากคุณเคยมีความสุขมากๆ ก็จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงที่จะพบกับความทุกข์มากๆ เช่นกัน ยิ่งสุขมาก ก็ยิ่งทุกข์มาก

....... วิธีที่อาจจะช่วยได้ เมื่อคุณต้องพบกับเรื่องราวต่างๆ ในชีวิต ก็คือ เมื่อสุข ก็ให้รับรู้ไว้ว่า ความทุกข์ยิ่งใกล้เข้ามา และเมื่อทุกข์ ก็รับรู้ไว้ว่า ความสุขเตรียมตัวรอพบคุณอยู่ในวันข้างหน้าแล้ว และที่สำคัญ พยายามอย่านำประสบการณ์ของตัวเอง มาตัดสิน ว่าคุณทุกข์หรือสุข มิเช่นนั้นแล้ว ความสุข จะทำให้คุณทุกข์
add comment ( 34 views )   |   ( 2.9 / 306 )

mass media or mass enjoy media สื่อมวลชน กับ สื่อมันส์ชน 
Friday, March 23, 2007, 10:20 AM - ต้องรู้ให้ทัน
ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่า ทั้งหมดนี้ เป็นความเห็นส่วนบุคคลที่เราได้จับใจความมา

ปัจจุบันนี้ เราสามารถรับชมข่าวสารได้จาก ทั้ง สื่อมวลชน และสื่อมันส์ชน ทั้งสองประเภทนี้ เหมือนหรือต่างกันอย่างไร มาดูกัน

สื่อมวลชน คำนี้รู้จักกันดี คงไม่ต้องบอกอะไรมาก คือ สื่อกลางที่นำข่าว และความรู้ ไปสู่มหาชน

สื่อมันส์ชน จะคล้ายๆ กับสื่อมวลชน แต่ไม่ใช่สื่อมวลชน สื่อมันส์ชน หมายความว่า การสื่อสารเพื่อความมันส์ให้กับมวลชน โดยความมันส์ที่สื่อสารออกไปนั้น อาจจะซะใจตัวเอง หรือสะใจมวลชนก็แล้วแต่กรณี

ลักษณะการนำเสนอ สื่อมวลชนจะลงพื้นที่ เพื่อเก็บข้อมูลจริง สอบถามกับชาวบ้านอย่างจริงจัง มีการหาข้อเท็จจริง แต่สื่อมันส์ชน ไม่จำเป็นต้องลงพื้นที่แต่อย่างใด

วัธีการทำงานของสื่อมันส์่ชนมีอยู่ 2 แบบ

1. ไปเก็บข้อมูลเพียงนิดเดียว แล้วจากนั้นก็เขียนเอาบนความสะใจ หรือเขียนจากการคาดคะเน เป็นการคาดคะเนที่ตนเองคิดว่าน่าจะถูก ยกตัวอย่างเช่น การยิงผู้ออกไปกรีดยาง ที่ ต.กำลิซา สื่อมันส์ชน สรุปได้ง่ายๆ ว่าเป็นฝีมือของ ผู้ก่อความไม่สงบ โดยไม่ได้สอบถาม หรือลงพื้นที่หาข้อเท็จจริงแต่อย่างใด ซึ่งข้อเท็จจริง นั้นก็คือ ทุกๆ วันศุกร์จะมีกลุ่มวัยรุ่นออกไปเก็บยาง กล่าวง่ายๆ คือไปขโมยยางในสวน ทีนี้ ก็มีบางสวนที่เจ้าของเริ่มทนไม่ไหว ถึงกับเข้าไปปลูกกระท่อมนอนเฝ้าสวนยางของตน ครั้นเมื่อพวกวัยรุ่นเข้าไปขโมยยาง ก็ปะทะกับเจ้าของสวน จึงเกิดเหตุการณ์ยิงกันขึ้น ส่งผลให้พวกวัยรุ่นกลุ่มนั้นมีผู้เสียชีวิต บางส่วนก็หนึออกไปไำด้ เอา่ล่ะ ข้อมูลตรงส่วนนี้ อาจจะเป็นข้อมูลเขิงลึก ที่สื่อมันส์ชนไม่มีความสามารถหามาได้ ซึงก็ไม่เป็นไร แต่เรื่องเวลาที่โดนยิง สื่อมันส์ชน ก็ไม่ได้นำเสนอแต่อย่างใด ตรงนี้ชี้ให้เห็นว่า สื่้อมันส์ชน หาข้อมูลมาน้อยมากๆ สำหรับเวลาที่เกิดเหตุการณ์ในกรณีนี้ คือ เวลาประมาณ 18.30 น. แล้วเวลานี้ ไม่มีชาวบ้านที่ไหนหรอก จะออกไปกรีดยาง นอกจากนี้ยังมีอีกหลายกรณี

ดังนั้น จงอย่าเชื่อทั้งหมด จนกว่าคุณจะได้เห็นด้วยตัวของคุณเอง และหัดเชื่อเพื่อนรอบข้างบ้าง อย่าปล่อยให้คนที่ไม่รู้จักกัน อยู่ห่างกันไกล มันนั่งนำเสนอ แล้วทำให้คุณหลงเชื่อมากกว่าคนรอบข้างของคุณ พึงระลึกไว้เสมอว่า คนที่นำเสนอข้อมูลให้คุณนั้น เขานำเสนอจากสิ่งที่เขาพบในเวลานั้นๆ เขาไม่ใช่ผู้ที่ชำนาญ หรือคลุกคลีอยู่กับเรื่องนั้นๆ เขาเพียงนำเสนอเรื่องนี้ แล้วก็ผ่านไป จากนั้นก็ไปนำเสนอเรื่องอื่นๆ ต่อ

2. นังเทียนเขียนข่าว นั่งเทียนเขียนบทความ คำนี้หลายๆ ท่านอาจะไม่เข้าใจ ว่านั่งเทียนเขียนข่าวคืออะไร นั่งเทียน ในที่นี้หมายถึง การคาดคะเน การจินตนาการ แต่ไม่ใช่การคาดเดา เพราะว่า เป็นการคาดคะเน ที่อยู่บนหลักการ หรืออธิบายเชิงเปรียบเทียบ คงเทียบได้จาก การเข้าทรง ที่มีการจุดเทียน แล้วมานั่งหน้าเทียน จากนั้น เพ่งด้วยทางใน หรืออะไรก็ได้ตาม เพื่อค้่นหาข้อเท็จจริง ซึ่งผลที่ได้ จะเหนือกว่าการคาดเดา แต่ก็ไม่ใช่ข้อเท็จจริงอยู่ดี ลักษณะการนำเสนอในทางปฏิบัติ การขอซื้อภาพข่าว แล้วจากนั้นก็ดูจากภาพ แล้วสามารถนำเสนอได้เป็นเรื่องเป็นราว ยกตัวอย่างเช่น ภาพข่าวที่ซื้อมา เป็นภาพผู้ชาย กำลังโดนสุนัขกัดที่ขา แผลใหญ่มาก เมื่อสือมันส์ชนเห็นภาพ ก็สามารถนำเสนอได้ทันที ว่า เจ้าสุนัขร่างใหญ่ กระโจนเข้าใส่ชายผู้เคราะห์ร้าย ด้วยฟันที่คม และขากรรไกที่ทรงพลัง สามารถสร้างบาดแผล ให้ักับเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายในเวลาอันรวดเร็ว ท่ากลางความแตกตืนของชาวบ้าน เหยื่อผู้เคราะห์ร้าย ตะโกนส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวด ทุกขเวทนายิ่งนัก...... ลักษณะเช่นนี้คือการนั่งเทียน จะเห็นว่า เหนือกว่าการเดา และการนั่งเทียนนี้ ถ้าไม่ใช่ผู้ที่ทำงานด้านเดียวกัน แทบจะไม่มีทางจับได้เลย เหตุผลที่สื่อมันส์ชน กล้านั่งเทียนเขียนข่าว เพราะว่่า ไม่มีใครจับได้ และไม่มีใครด่าได้ โดยเราจะยกข่าวตัวอย่างข้างต้นมาชี้แจงให้ดูกัน เป็นกรณัีเปรียบเทียบ เจ้าสุนัขร่างใหญ่ กระโจนเข้าใส่ชายผู้เคราะห์ร้าย ตรงนี้สื่อมันส์ชนเขียนได้เลย ไม่มีใครกล้าด่า หรือกล้าเถียง เพราะถ้าด่า จะไ้ด้รับคำตอบว่า ถ้าสุนัขมันคลานเข้ามา แล้วค่อยๆ อ้าปากกัดลงที่ขา แล้วมันจะกัดได้หรือ เหยื่อคงรู้ตัวก่อน แล้วหลบเลี่ยงได้ทัน ด้วยฟันที่คม และขากรรไกที่ทรงพลัง สามารถสร้างบาดแผล ให้ักับเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายในเวลาอันรวดเร็ว ตรงนี้ถ้าเถียง ก็จะได้รับคำตอบว่า ถ้าฟันไม่คม และขากรรไกไม่มีพลังมันจะกัดเข้าหรือ แล้วแผลมันจะใหญ่เหมือนในรูปหรือ แล้วถ้ามันใช่เวลานานกว่าจะเกิดบาดแผล เหยื่อคงป้องกันได้ก่อน ท่ากลางความแตกตืนของชาวบ้าน ตรงนี้สื่อมันส์ชนก็นั่งเทียนได้ดี เพราะว่า สุนัขกัดแผลใหญ่แบบในรูป จะให้ชาวบ้านนั่งดูเฉยๆ หรือ เ้หยื่อผู้เคราะห์ร้าย ตะโกนส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวด ทุกขเวทนายิ่งนัก...... คนโดนสุนัขกัด จะัให้หัวเราะด้วยความสุขใช่ใหม

เพียงภาพเพียงภาพเดียว สื่อมันส์ชนก็สามารถนำเสนอได้เป็นเรื่องเป็นราวขนาดนี้ แล้วอย่างนี้จะรู้ได้อย่างไร ว่าแบบไหนนั่งเทียน แบบไหนไม่นั่งเทียน ตรงนี้บอกยาก แต่ก็มีข้อสังเกตของจริงของปลอม การนำเสนอ ต้องมีภาพเคลื่อนไหวประกอบ ให้เห็นว่ามีเสียงร้องจริง ทุกๆ การนำเสนอต้องมีภาพยืนยันตลอด วิธีนี้จะช่วยให้คุณรอดพ้น จากการตกเป็นเหยื่อของการนำเสนอแบบนั่งเทียน

สำหรับสื่อมวลชน จะไม่ใช้วิธีนี้ในการทำเสนอ ดังนั้นคุณต้องเลือกเอง ว่าจะรับข้อมูลจาก สื่อมวลชน หรือ สื่อมันส์ชน จะรับทราบข้อมูลจากความเป็นจริง หรือเอาข้อมูลแบบซะใจ ต้องการรับทราบข้อมูลที่ยังไม่รู้ หรือ รับทราบข้อมูลที่เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้ว ทั้งหมดนี้อยู่ที่คุณเลือก สุดท้ายนี้ ต้องขอเป็นกำลังใจ และัเอาใจช่วย สื่อมวลชน ผู้นำเสนอข่าวสารสู่มหาชน


add comment   |   ( 3 / 224 )


Back Next