Neglect โดนทิ้ง อีกครั้ง 
Sunday, May 20, 2007, 11:15 AM - เรื่องเล่า ความจริงที่โกหก
ความรัก ที่ทำให้คนมาพบกัน หล่อหลอมจนกลายเป็นครอบครัว แต่เมื่อนานวันเข้า ความรักกลับเปลี่ยนไป ความรักกลับลดน้อยลง กลายเป็นความเห็นแก่ตัว กลายเป็นความเห็นแก่พวกพ้อง นี่แม่กู ใครจะด่าไม่ได้ และแล้ว ความรักก็จบลง ด้วยความรักต่อพ่อแม่ ด้วยเหตุที่ว่า คู่รักของเรานั้น ใช้วาจาสามหาว ต่อพ่อแม่ของเรา โดยด่าผ่านเราอีกที

ความหลอกลวง ก็เกิดขึ้น ครั้งแล้วครั้งเล่า หลายสิบครั้งที่หลอกลวง แต่ก็หลายสินครั้งเช่นกัน ที่เชื่อใจ และให้โอกาสใหม่ จนความเชื่อมั่นใจคำสัญญามันลดลง แต่นั่นมันก็ได้ทำให้ ความเจ็บปวดน้อยลงเช่นกัน ทุกครั้งที่สัญญา ก็แทบจะคาดหวังอะไรไม่ได้อยู่แล้ว ก็เป็นการเตรียมพร้อม ต้อนรับกับการมาเยือนของ ความหลอกลวง

ไม่นึกเลย ว่าเงินจะมีอำนาจมากขนาดนี้ ความรักที่บริสุทธฺ์ ความรักที่เงินหาซื้อไม่ได้ มันแทบจะกลายเป็นเพียงแค่ ความรักในความผัน เมื่อเจอกับอำนาจเงินตรา เธอคงไม่เอ่ย ว่าอยากได้เงิน แต่เธอยืนยันด้วยวาจา ว่านี่แหละ คือ รักแท้ จนในที่สุด เมื่อการทดสอบมาถึง เมื่อการลองใจมาถึง เมื่อได้ทำการลองใจเธอ ด้วยเงิน ก็ทำให้เห็นอย่างชัดเจนว่า อะไรเป็นอะไร เธอถึงกับ แสดงตนออกมา ด้วยซานตาในคราบนางฟ้า แม้แต่มนุษย์ตาบอด ก็ยังสามารถมองเห็น หัวใจแพทศยาของเธอได้ หัวใจที่ชุ่มเปียกไปด้วย น้ำลายอันโสมมของคำว่าทรัพย์สมบัติ

จากก้นบึ้งของหัวใจ ยังคงความรักอันมหาศาลที่มีต่อกัน แต่ด้วยความอัปรีย์ ที่มันลอยอยู่บนผิวหน้าของหัวใจ ด้วยสันดานของเผ่าพันธ์ เกิดความแตกต่าง เป็นรอยแยกของภูเขาไฟ ที่ไม่สามารถต่อรอยแยกนั้นได้ คู่รัก ครอบครัว ต้องแยกทาง หันหน้าสู่ความจริง ต่างผ่ายต่างออกเดิน สู่ปลายถนนคนละด้าน


add comment   |   ( 2.9 / 262 )

Your are possessed be the spirit and the black magic ผีเข้า โดนของ  
Thursday, April 26, 2007, 09:46 AM - ต้องรู้ให้ทัน
ความฉลาดกับชีวัต นั้น ไม่ได้หมายความว่า รู้แค่บางเรื่องเท่านั้น แต่หากเรามีสติ เราก็จะสามารถรับรู้ถึงเรื่องเร้นลับได้อีกด้วย วันนี้เราจะมาดูเรื่องเร้นลับ เกินคำอธิบาย อย่าง ไสยศาสตร์ ถ้าหากเรา่ตัดเรื่องของความเชื่อผิดๆ ออก แล้วหันมามองไสยศาสตร์ด้วยเหตุผล เปิดใจให้กว้าง แล้วมาดูกัน ว่าเรื่องไสยศาสตร์แท้จริงแล้วมันเป็นอย่างไร

บ่อยครั้งที่เราได้ยินเืรื่องราวเกี่ยวกับ คนโดนของ โดนผีเข้า โดนไสยศาสตร์ และอื่นๆ อีกมากมาย และก็บ่อยครั้ง ที่มีคนจำนวนไม่น้อย เฝ้าถามตัวเองว่า ถ้าหากมันมีจริง แล้วทำไม เมืองนอกถึงไม่มีกัน แล้วทำไม เราไม่ใช้ไสยศาสตร์เพื่อผลประโยชน์ต่างๆ ทำไมเราต้องมานั่งทำงาน อยู่อีกด้วย ถ้าไสยศาสตร์ทำได้จริง ทำไมเราจะต้องลำบากด้วยล่ะ นั่นก็เพราะว่า บางครั้งมันไม่ใช่เรื่องจริงนั่นเอง บางคนก็บอกว่าเรื่องเหล่านี้เร้นลับ เป็นเรื่องที่ไม่สามารถรับรู้ได้ ถึงกับตั้งคำปราการที่ว่า "ไม่เชื่อก็อย่าลบหลู่" เป็นคำปราการ ที่หักห้ามหัวใจของผู้คนไม่ให้คิด ไม่ให้สงสัย เป็นคำปราการ ที่ทำให้ผู้ที่มีความสงสัียในเรื่องไสยศาสตร์ ปล่อยวาง และไม่คิดอีกต่อไป เราจะไม่กล่าวถึงเรื่องพวกนั้น เพราะไม่อยากไปรบกวนการประกอบอาชีพของผู้ใด แต่เราจะกล่าวถึง คนที่บอกว่าตัวเองโดนของ โดนเขาทำไสยศาสตร์ เพื่อเป็นภูมิแก่ปัญญาชน ผู้ตัดสินปัญหาด้วยเหตุผล

ของจริงหรือของปลอม

1. โดนของเพื่อโยนความผิด คนพวกนี้บางครั้ง เมื่อทำความผิดที่ตนเองรับไม่ได้ หรือเกิดความละอายใจอย่างมาก เมื่อมีคนมาทักว่าโดนของ ก็มักจะคล้อยตามไปเลย แต่บางคนก็สร้างเรื่องโดนของขึ้นมาเองเลย เพื่อที่ต้องการจะบ่งบอกว่า ความผิด สิ่งน่าอาย ต่างๆ เหล่านั้น ไม่ใช่เพราะตัวตนของเขาที่ทำ แต่เป็นเพราะเขาโดนของนั่นเอง เป็นการโยนความผิดที่แสนจะฉลาดซะจริงๆ (ไอ้แหยมเอ้ย) พฤติกรรมของคนพวกนี้เป็นอย่างไร คนพวกนี้มักจะพยายามสื่อให้คนอื่นรู้ว่าตนเองโดนของ เช่น ทำเสียงแปลก ทำท่าทีแปลกๆ แต่หากคนรอบข้างยังไม่รับรู้ ก็จะยิ่งสร้างความเจ็บใจให้กับเขา โดยที่การแสดงออกของแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน บางคนกล้าหน่อย ถึงกับแก้ผ้า วิ่งรอบบ้านก็มี บางคนก็แสดงออกเป็นบางเวลา
วิธีจับผิด คนพวกนี้หากอยู่ในที่สาธารณะที่มีคนมากๆ เช่น ในห้างสรรพสินค้า คนพวกนี้จะไม่กล้าสำแดงเดชมาก

2. โดนของเพราะอยากเป็นคนดี สำหรับคนที่ทำความผิดไว้มาก หรือเป้นคนไม่ดี อยู่มาวันหนึ่งคิดได้ขึ้นมา จากลูกที่ไม่เคยกอดพ่อปม่ แต่อยากทำ แต่ก็ไม่กล้าเพราะอาย อยากจะทำความดีต่างๆ คนพวกนี้จะแกล้งว่าตนนั้นโดนของ โดยมุ่งหวังว่า หวังจากไปหาหมอผีแล้ว คนจะได้กลับตัวเป็นคนดีได้อย่างไม่ต้องอาย
วิธีจับผิด คนพวกนี้หากไปอยู่ในที่ ที่ไม่ใช่บ้าน ไปอยู่ในสิ่งแวดล้อมอื่นๆ คนพวกนี้จะเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว

3. โดนของเพราะไม่รู้จักคิด คนพวกนี้ จะไม่รู้ตัว ไม่รู้วิธีแก้ปัญหาของตนเอง แล้วก็โทษโชคชะตา คนพวกนี้ดูไม่ยาก ไม่ต้องอธิบายอะไรมาก เราขอยกตัวอย่างมาเลยแล้วกัน ผู้หญิงคนหนึ่ง นามสมมุติ แตน แตนเธอหาว่าเธอนั้นโดนของ แล้วก็ไปหาหมอผี หมอผีก็ทำพิธิตัดแขน ตัดขา (ไม่ได้ติดจริงๆ นะ เป็นแค่พิธีเฉยๆ) เพื่อเป็นการแก้เคล็ด เรื่องของแตนนั้น แตนรู้สึกร้อนใจ และอยู่ไม่เป็นสุข ในครอบครับของแตนก็ไม่มีความสุข มีเรื่องร้อนเนื้อร้อนใจตลอด แตนเป็นหนี้สินมากมาย ด้วยเหตต่างๆ เหล่าน้ จึงทำให้แตนคิดว่าตนเองนั้นโดนของโดนกลั่นแกล้ง โดยที่แตนไม่ได้คิดเลย ที่เป็นแบบนี้ เพราะแตนเป็นคนที่ติดการพนันเป็นอย่างมาก เล่นไพ่ทุกวัน ถึงกับเอาบ้านตัวเอง เปิดเป็นบ่อนการพนันเลยก็มี บางครั้งแตนก็เช่ารถตู้ ไปเล่นกับที่เขมรเลย ความจริงแล้วแทนที่แตนจะไปหาหมอผี แตนน่าจะไปหาคนที่มีความรู้มากกว่า แล้วก็บอกกับเขาไป "ฉันไม่รู้เป็นอะไร โดนของหรือป่าวก็ไม่รู้ ฉันมีเรื่องร้อนใจตลอด ทำมาหากินไม่ขึนเลย เล่นไพ่ทุกวัน ฉันก็เสียทุกวัน จน เครียด เล่นไพ่" หากไปบอกแบบนี้ เราเชื่อว่าคนที่มีความรู้จะสามารถหาทางออกให้แตนได้ไม่ยาก "จน เครียด ทำงาน เก็บเงิน ใชี้หนี้......" เรื่องของแตนนี้ นำมาจากเรื่องจริงของผู้หญิงคนหนึ่ง
วิธีจับผิด แทบจะไม่ต้องจับผิด หรือสังเกตพฤติกรรมอะไรเลย หากเรามองโลกด้วยปัญญา

4. โดนของเพราะกูเจ็บ คนพวกนี้น่าสงสาร ตัวเขาเองแทบจะไม่มีปัญหาอะไรเลย แต่ญาิติๆ พากันหาว่าโดนของ บางคนก็เป็นโรคประสาท นิดๆ ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องเร้นลับแต่อย่างใด มันเป็นอาการทางประสาท เรามีเรื่องจริงของเด็กผู้ชายชื่อดิง ดิงเป็นเด็กธรรมดาคนหนึ่ง อยู่ดีๆ ขาก็บวม อาจจะเป็นเพราะซุกซน หรือโดนอะไรมา แต่ไม่กล้าบอกพ่อแม่ แต่นั้นก็เพียงพอแล้ว ที่จะทำให้ทุกคนพากันเชื่อว่าดิงโดนของ และแล้วก็พาดิงไปรักษา หมอผี ได้บีบที่ขาดึงอย่างแรง สร้างความเจ็บปวดอย่างมาก พร้อมกับ ร้องถามว่า จะออกใหม จากนั้นหมอผี ก็ซุบซิบปาก ประมาณว่า ทำให้ผู้คนเข้าใจว่า อ่านคาถา แล้วก็บีบแรงขึ้น แรงขึ้น พร้อมกับถามว่าจะออกใหม เมื่อถึงที่สุดแล้ว ดิงทนไม่ไหว เพราะความเจ็บปวด จึงร้องว่าออกแล้ว กูออกแล้ว เพื่อจะได้รอดพ้นจากความเจ็บปวดนี้เสียที (ปัจจุบันนี้ ดิงโตแล้ว และเป็นเพื่อนกับเรา)
วิธีจับผิด ค่อนข้างยาก แต่วิธีป้องกัน คือ เป็นอะไรให้รักษาไปตามนั้น เป็นประสาท ก็ไปหาหมอประสาท เจ็บขาก็ไปคลินึค

5. โดนของ เพราะอุปโลกน์ คนพวกนี้เป็นอาการทางจิตแบบหนึ่ง ที่ไม่มีที่พึ่งทางจิตใจ หรือเป็นคนที่มีจิตใจอ่อนแอ พวกเขาจะอุปโลกน์ สิ่งต่างๆ ให้มีอิทธิพลอยู่เหนือตัวเขา จากนั้นจะสร้างให้สิ่งต่างๆ เหล่านั้น มีพลังอำนาจ เช่น การอุปโลกน์ ว่าลมที่กำลังพัดอยู่เบื้องหน้า มีคุณไสย์แผงมาด้วย จากนั้นเมื่อเขาถูกลมนั้น จึงทำให้อุปทานต่อไปว่า เขาได้โดนคุณไสย์เข้าไปแล้ว บางครั้ง ถึงกับมีเหตุการณ์อุปทานหมู่ก็มี
วิธีจับผิด คนพวกนี้ จะเห็นสิ่งเร้นลับต่างๆ มากมาย ที่คนธรรมดาอย่างเราไม่สามารถเห็นได้ และจะมีจิตนาการถึงเรื่องต่างๆ เหล่านี้ได้อย่างลึกซึ้ง หากอยู่ใกล้คนพวกนี้ อย่าหลงเชื่อทีเดียว พยายามออกห่างไว้นะ

นี่เป็นคนโดนของประเภทหลักๆ ที่เราได้ยกมาเท่านั้น นอกจากนี้่แล้วก็ยังมีประเภทอื่นๆ อีกมากมาย อย่างไรก็ดี จะทำอะไร จะเชื่ออะไร ขอให้เชื่อด้วยปัญญา
add comment ( 15 views )   |   ( 3 / 252 )

happy happy happy to sad ความสุข ทำให้ ทุกข์ 
Sunday, April 15, 2007, 11:29 PM - ต้องรู้ให้ทัน
....... ในชีวิตของคนเรา ต้องพบกับทั้งเรื่องดี และเรื่องร้าย มีทั้งสุขและทุกข์ ผสมกันไป ซึ่งทุกคนต้องพบเจอเรื่องราวเหล่านี้ บางคนอาจจะพบกับความสุข บางคนอาจจะพบกับความทุกข์ มีทั้งคนที่มีความสุขมากๆ และคนที่ทุกข์มากๆ ซึ่งทั้งความสุข และ ความทุกข์ ต่างก็เป็นเหตุผลต่อกันและกัน หรืออาจจะกล่าวง่ายๆ ว่า ความสุขนั้นทำให้เกิดความทุกข์ และเช่นกัน ความทุกข์ ก็จะทำให้เกิดความสุขได้เช่นกัน วันนี้เราจะมาดูกันว่าความจริงเป็นอย่างไร เพราะมีผู้คนมากมาย ที่เข้าใจผิด คิดว่า เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นต่างหาก ที่ทำให้เกิดความสุข หรือ ความทุกข์

สุข ทำให้ ทุกข์
....... บางคนที่มีความทุกข์มากๆ และคนที่มีความสุขมากๆ บางครั้ง ไม่จำเป็นว่า สิ่งที่พวกเขาพบ จะต้องเหมือนกัน เสมอไป และเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิต ก็ไม่ใช่ตัวกำหนดว่าเราจะสุข หรือทุกข์

....... เราจะขอยกเหตุการณ์ตัวอย่างขึ้นมา 1 เหตุการณ์ คุณนั่งทานข้าวบนกระดาษหนังสือพิมพ์ อยู่ข้างถนน และนอนตามป้ายรถเมล เหตุการณ์นี้ หากทุกคนได้ประสบเหมือนๆ กัน แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกคนจะมีความสุข หรือความทุกข์เหมือนกัน นั่นเพราะ หากคุณเป็นคนไฮโซ อยู่ในตระกูลดังๆ ขับรถสปอต์ มาเจอเรื่องแบบนี้คุณต้องไม่มีความสุขแน่ๆ แต่หากว่าเป็นคนที่ไร้ญาติขาดมิตร ไม่มีงานทำ การแค่ได้กินข้าว แค่นี้ก็ทำให้เขามีความสุขแล้ว

....... ดังนั้นหากพิจารณาดูแล้ว จะเห็นได้ว่า เหตุการณ์ หรือ เรื่องต่างๆ ที่เราได้พบเจอ มันไม่ใช่ความสุข หรือความทุกข์เลย หากเป็นเพียงแค่ เรื่องที่ผ่านเข้ามาเท่านั้นเอง ตัวที่กำหนดว่าสุขหรือทุกข์ ก็คือตัวเราเองทั้งสิ้น แล้วปัจจัยสำคัญ ที่ทำให้เกิดความสุข หรือความทุกข์ ก็คือประสบการณ์ของเรา หากเราพบแต่เรื่องดีๆ เรื่องที่เราชอบมาตลอด เมื่อมาพบกับ เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ก็อาจจะกลายเป็นความทุกข์อันใหญ่หลวงได้ นั่นเป็นเพราะ เรานำเอาประสบการณ์ที่ผ่านมา มาเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ที่อยู่ตรงหน้า เมื่อเปรียบเทียบแล้ว หากเป็นเรื่องที่ดี หรือชอบมากกว่าเรื่องที่เคยพบ ก็จะทำให้เรามีความสุขมากๆ แต่หากเป็นเรื่องที่ไม่ชอบใจ นั่นอาจจะเป็น เรื่องที่ทำให้เรา เกิดความทุกข์อย่างแสนสาหัส เฉกเช่น คนที่ไม่เคยอกหัก แต่กลับถูกคนรักหักอกเป็นครั้งแรก ดังนั้นจะเรียกได้ว่า หากคุณเคยมีความสุขมากๆ ก็จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงที่จะพบกับความทุกข์มากๆ เช่นกัน ยิ่งสุขมาก ก็ยิ่งทุกข์มาก

....... วิธีที่อาจจะช่วยได้ เมื่อคุณต้องพบกับเรื่องราวต่างๆ ในชีวิต ก็คือ เมื่อสุข ก็ให้รับรู้ไว้ว่า ความทุกข์ยิ่งใกล้เข้ามา และเมื่อทุกข์ ก็รับรู้ไว้ว่า ความสุขเตรียมตัวรอพบคุณอยู่ในวันข้างหน้าแล้ว และที่สำคัญ พยายามอย่านำประสบการณ์ของตัวเอง มาตัดสิน ว่าคุณทุกข์หรือสุข มิเช่นนั้นแล้ว ความสุข จะทำให้คุณทุกข์
add comment ( 34 views )   |   ( 2.9 / 306 )

mass media or mass enjoy media สื่อมวลชน กับ สื่อมันส์ชน 
Friday, March 23, 2007, 10:20 AM - ต้องรู้ให้ทัน
ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่า ทั้งหมดนี้ เป็นความเห็นส่วนบุคคลที่เราได้จับใจความมา

ปัจจุบันนี้ เราสามารถรับชมข่าวสารได้จาก ทั้ง สื่อมวลชน และสื่อมันส์ชน ทั้งสองประเภทนี้ เหมือนหรือต่างกันอย่างไร มาดูกัน

สื่อมวลชน คำนี้รู้จักกันดี คงไม่ต้องบอกอะไรมาก คือ สื่อกลางที่นำข่าว และความรู้ ไปสู่มหาชน

สื่อมันส์ชน จะคล้ายๆ กับสื่อมวลชน แต่ไม่ใช่สื่อมวลชน สื่อมันส์ชน หมายความว่า การสื่อสารเพื่อความมันส์ให้กับมวลชน โดยความมันส์ที่สื่อสารออกไปนั้น อาจจะซะใจตัวเอง หรือสะใจมวลชนก็แล้วแต่กรณี

ลักษณะการนำเสนอ สื่อมวลชนจะลงพื้นที่ เพื่อเก็บข้อมูลจริง สอบถามกับชาวบ้านอย่างจริงจัง มีการหาข้อเท็จจริง แต่สื่อมันส์ชน ไม่จำเป็นต้องลงพื้นที่แต่อย่างใด

วัธีการทำงานของสื่อมันส์่ชนมีอยู่ 2 แบบ

1. ไปเก็บข้อมูลเพียงนิดเดียว แล้วจากนั้นก็เขียนเอาบนความสะใจ หรือเขียนจากการคาดคะเน เป็นการคาดคะเนที่ตนเองคิดว่าน่าจะถูก ยกตัวอย่างเช่น การยิงผู้ออกไปกรีดยาง ที่ ต.กำลิซา สื่อมันส์ชน สรุปได้ง่ายๆ ว่าเป็นฝีมือของ ผู้ก่อความไม่สงบ โดยไม่ได้สอบถาม หรือลงพื้นที่หาข้อเท็จจริงแต่อย่างใด ซึ่งข้อเท็จจริง นั้นก็คือ ทุกๆ วันศุกร์จะมีกลุ่มวัยรุ่นออกไปเก็บยาง กล่าวง่ายๆ คือไปขโมยยางในสวน ทีนี้ ก็มีบางสวนที่เจ้าของเริ่มทนไม่ไหว ถึงกับเข้าไปปลูกกระท่อมนอนเฝ้าสวนยางของตน ครั้นเมื่อพวกวัยรุ่นเข้าไปขโมยยาง ก็ปะทะกับเจ้าของสวน จึงเกิดเหตุการณ์ยิงกันขึ้น ส่งผลให้พวกวัยรุ่นกลุ่มนั้นมีผู้เสียชีวิต บางส่วนก็หนึออกไปไำด้ เอา่ล่ะ ข้อมูลตรงส่วนนี้ อาจจะเป็นข้อมูลเขิงลึก ที่สื่อมันส์ชนไม่มีความสามารถหามาได้ ซึงก็ไม่เป็นไร แต่เรื่องเวลาที่โดนยิง สื่อมันส์ชน ก็ไม่ได้นำเสนอแต่อย่างใด ตรงนี้ชี้ให้เห็นว่า สื่้อมันส์ชน หาข้อมูลมาน้อยมากๆ สำหรับเวลาที่เกิดเหตุการณ์ในกรณีนี้ คือ เวลาประมาณ 18.30 น. แล้วเวลานี้ ไม่มีชาวบ้านที่ไหนหรอก จะออกไปกรีดยาง นอกจากนี้ยังมีอีกหลายกรณี

ดังนั้น จงอย่าเชื่อทั้งหมด จนกว่าคุณจะได้เห็นด้วยตัวของคุณเอง และหัดเชื่อเพื่อนรอบข้างบ้าง อย่าปล่อยให้คนที่ไม่รู้จักกัน อยู่ห่างกันไกล มันนั่งนำเสนอ แล้วทำให้คุณหลงเชื่อมากกว่าคนรอบข้างของคุณ พึงระลึกไว้เสมอว่า คนที่นำเสนอข้อมูลให้คุณนั้น เขานำเสนอจากสิ่งที่เขาพบในเวลานั้นๆ เขาไม่ใช่ผู้ที่ชำนาญ หรือคลุกคลีอยู่กับเรื่องนั้นๆ เขาเพียงนำเสนอเรื่องนี้ แล้วก็ผ่านไป จากนั้นก็ไปนำเสนอเรื่องอื่นๆ ต่อ

2. นังเทียนเขียนข่าว นั่งเทียนเขียนบทความ คำนี้หลายๆ ท่านอาจะไม่เข้าใจ ว่านั่งเทียนเขียนข่าวคืออะไร นั่งเทียน ในที่นี้หมายถึง การคาดคะเน การจินตนาการ แต่ไม่ใช่การคาดเดา เพราะว่า เป็นการคาดคะเน ที่อยู่บนหลักการ หรืออธิบายเชิงเปรียบเทียบ คงเทียบได้จาก การเข้าทรง ที่มีการจุดเทียน แล้วมานั่งหน้าเทียน จากนั้น เพ่งด้วยทางใน หรืออะไรก็ได้ตาม เพื่อค้่นหาข้อเท็จจริง ซึ่งผลที่ได้ จะเหนือกว่าการคาดเดา แต่ก็ไม่ใช่ข้อเท็จจริงอยู่ดี ลักษณะการนำเสนอในทางปฏิบัติ การขอซื้อภาพข่าว แล้วจากนั้นก็ดูจากภาพ แล้วสามารถนำเสนอได้เป็นเรื่องเป็นราว ยกตัวอย่างเช่น ภาพข่าวที่ซื้อมา เป็นภาพผู้ชาย กำลังโดนสุนัขกัดที่ขา แผลใหญ่มาก เมื่อสือมันส์ชนเห็นภาพ ก็สามารถนำเสนอได้ทันที ว่า เจ้าสุนัขร่างใหญ่ กระโจนเข้าใส่ชายผู้เคราะห์ร้าย ด้วยฟันที่คม และขากรรไกที่ทรงพลัง สามารถสร้างบาดแผล ให้ักับเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายในเวลาอันรวดเร็ว ท่ากลางความแตกตืนของชาวบ้าน เหยื่อผู้เคราะห์ร้าย ตะโกนส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวด ทุกขเวทนายิ่งนัก...... ลักษณะเช่นนี้คือการนั่งเทียน จะเห็นว่า เหนือกว่าการเดา และการนั่งเทียนนี้ ถ้าไม่ใช่ผู้ที่ทำงานด้านเดียวกัน แทบจะไม่มีทางจับได้เลย เหตุผลที่สื่อมันส์ชน กล้านั่งเทียนเขียนข่าว เพราะว่่า ไม่มีใครจับได้ และไม่มีใครด่าได้ โดยเราจะยกข่าวตัวอย่างข้างต้นมาชี้แจงให้ดูกัน เป็นกรณัีเปรียบเทียบ เจ้าสุนัขร่างใหญ่ กระโจนเข้าใส่ชายผู้เคราะห์ร้าย ตรงนี้สื่อมันส์ชนเขียนได้เลย ไม่มีใครกล้าด่า หรือกล้าเถียง เพราะถ้าด่า จะไ้ด้รับคำตอบว่า ถ้าสุนัขมันคลานเข้ามา แล้วค่อยๆ อ้าปากกัดลงที่ขา แล้วมันจะกัดได้หรือ เหยื่อคงรู้ตัวก่อน แล้วหลบเลี่ยงได้ทัน ด้วยฟันที่คม และขากรรไกที่ทรงพลัง สามารถสร้างบาดแผล ให้ักับเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายในเวลาอันรวดเร็ว ตรงนี้ถ้าเถียง ก็จะได้รับคำตอบว่า ถ้าฟันไม่คม และขากรรไกไม่มีพลังมันจะกัดเข้าหรือ แล้วแผลมันจะใหญ่เหมือนในรูปหรือ แล้วถ้ามันใช่เวลานานกว่าจะเกิดบาดแผล เหยื่อคงป้องกันได้ก่อน ท่ากลางความแตกตืนของชาวบ้าน ตรงนี้สื่อมันส์ชนก็นั่งเทียนได้ดี เพราะว่า สุนัขกัดแผลใหญ่แบบในรูป จะให้ชาวบ้านนั่งดูเฉยๆ หรือ เ้หยื่อผู้เคราะห์ร้าย ตะโกนส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวด ทุกขเวทนายิ่งนัก...... คนโดนสุนัขกัด จะัให้หัวเราะด้วยความสุขใช่ใหม

เพียงภาพเพียงภาพเดียว สื่อมันส์ชนก็สามารถนำเสนอได้เป็นเรื่องเป็นราวขนาดนี้ แล้วอย่างนี้จะรู้ได้อย่างไร ว่าแบบไหนนั่งเทียน แบบไหนไม่นั่งเทียน ตรงนี้บอกยาก แต่ก็มีข้อสังเกตของจริงของปลอม การนำเสนอ ต้องมีภาพเคลื่อนไหวประกอบ ให้เห็นว่ามีเสียงร้องจริง ทุกๆ การนำเสนอต้องมีภาพยืนยันตลอด วิธีนี้จะช่วยให้คุณรอดพ้น จากการตกเป็นเหยื่อของการนำเสนอแบบนั่งเทียน

สำหรับสื่อมวลชน จะไม่ใช้วิธีนี้ในการทำเสนอ ดังนั้นคุณต้องเลือกเอง ว่าจะรับข้อมูลจาก สื่อมวลชน หรือ สื่อมันส์ชน จะรับทราบข้อมูลจากความเป็นจริง หรือเอาข้อมูลแบบซะใจ ต้องการรับทราบข้อมูลที่ยังไม่รู้ หรือ รับทราบข้อมูลที่เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้ว ทั้งหมดนี้อยู่ที่คุณเลือก สุดท้ายนี้ ต้องขอเป็นกำลังใจ และัเอาใจช่วย สื่อมวลชน ผู้นำเสนอข่าวสารสู่มหาชน


add comment   |   ( 3 / 224 )

Negotiate การเจรจา 
Friday, March 9, 2007, 10:52 AM - ต้องรู้ให้ทัน
เราคงได้ยิน เรื่องชองการเจรจาต่างๆ อย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นจากข่าว หรือในชีวิตของเราเอง เมื่อไม่นานมานี้ ตัวเราเองก็ได้ นั่งฟังชาวบ้านเขาเจรจา ตกลงกัน หรือเรียกง่ายๆ ว่า เสือกไปนั่งฟัง เขาเจรจากันเรื่อง การจัดการ เรื่องงานศพของผู้ตาย ซึ่งสุดท้ายแล้วก็ได้ข้อตกลง หลายๆ คนอาจจะคิดว่าเรื่องแค่นี้มันเป็นเรื่องธรรมดา แต่ว่าความจริงแล้วมันเป็นเรื่องที่ มหัศจรรย์มากๆ จะไม่มหัศจรรย์ได้ไง ในเมื่อผู้ที่เรียกตนเองว่าผู้รู้ หรือผู้ที่พยายามทำตนให้ผู้คนในสังคมเข้าใจ ว่าตนเองมีการศึกษา ผู้ที่สร้างภาพว่าตนเป็นผู้ฉลาด กลับไม่สามารถหาข้อยุติจากการเจรจาได้ ในขณะที่ชาวบ้านที่ทำนา หาปลาไปวันๆ สามารถหาข้อยุติได้เกือบทุกครั้ง ที่เจรจา และทำให้เราได้ข้อคิดได้หลายๆ อย่าง

กรณีศึกษาชาวบ้านเจรจา
ชาวบ้านมีความเข้าใจ เข้าใจว่า การเจรจา คือการหาข้อตกลง หรือข้อยุติ เมื่อมีปัญหา ความขัดแย้ง หรือข้อสงสัยต่างๆ เกิดขึ้น โดยมุ่งหวังไปที่ข้อสรุปร่วมกัน เป็นการปรึกษาหารือกัน บางคนก็นำความรู้ของตนเอง มาเป็นส่วนในการแสดงความคิดเห็น เป็นการร่วมมันสมองซึ่งกันและกัน และท้ายที่สุด ก็มักจะได้บทสรุปร่วมกัน

ผู้ที่เรียกตนเองว่า ผู้รู้ เข้าใจว่า การเจรจา คือการทำให้ ฝ่ายตรงกันข้าม มีความคิดเห็นเหมือนกับตน ให้เห็นด้วยกับเหตุผลของตน คิดว่าสิ่งที่ตนเองคิด นั่นถูกต้อง และยุติธรรมที่สุดแล้ว กล่าวคือ ก่อนที่พวกเขาจะเจรจานั้น พวกเขา มีคำตอบอยู่แล้ว มีบทสรุปอยู่แล้ว ทั้งๆ ที่การเจรจานั้น เพื่อหาข้อสรุป แต่พวกเขากับได้ข้อสรุปก่อนที่จะเจรจา ต่างฝ่ายต่างก็นำข้อสรุปนั้น ใส่ไว้ในหัวสมองของตนเอง แล้วเดินออกไปเจรจา โดยทำทุกอย่าง อ้างเหตุผลเท่าที่จะคิดได้ เพื่อให้ข้อสรุปมันออกมาตรงกับใจ ในเมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว การเจรจาจะบรรลุผลสำเร็จได้อย่างไร ท่านผู้มีปัญหาทั้งหลาย ไม่ได้คิดกันบ้างเลยหรือ นี่จึงเป็นเหตุที่ทำให้การเจรจา ของพวกเขาไม่ประสบผลสำเร็จ และจะต้องมีการเจรจากันต่อไปเรื่อยๆ หากมองที่ความเป็นจริง พวกเขาไม่ได้เจรจาด้วยซ้ำ แต่พวกเขาทำสงครามด้านความรู้กัน เพื่อให้ได้บทสรุปที่ตนเองต้องการ หากไม่รู้แพ้ชนะ ต้องนัดเจอกันใหม่ในการเจรจาครั้งต่อไป และต่อไป หรือไม่ก็เลิกกันไปเอง

ดังนั้น บทเรียนที่ได้คือ ก่อนการเจรจา ควรเตรียมข้อมูลให้พร้อม และเป็นข้อมูลที่จริง อันจะทำให้เกิดประโยชน์ และที่สำคัญ ห้ามตั้งบทสรุป หรือคำตอบเอาไว้ก่อน


4 comments ( 639 views )   |   ( 3 / 435 )

Loneliness หัวใจนี้เดียวดาย 
Saturday, March 3, 2007, 11:03 AM - เรื่องเล่า ความจริงที่โกหก
ผมหวังว่าคุณคงจะอ่านลายมือของผมออก ผมเป็นทหาร และตอนนี้ผมก็อยู่ในสงครามกลางเมือง สงครามแทบจะกลืนกินชีวิตของผม ไปจนหมดสิ้น ผมจะไม่บอกว่าผมมาติดอยู่ในสงครามนี้ ได้อย่างไร แต่ผมจะเล่าเรื่องเดียวที่ผมยังจำได้ และยังคงติดอยู่ในหัวใจของผม เรื่องมีอยู่ว่า ก่อนหน้าที่จะมีสงครามกลางเมือง ในตอนที่ทุกอย่างสงบสุข ตอนที่กลางคืนเป็นเวลาหลับนอน และมีความสุขกับภรรยา ไม่ใช่เวลาที่ผมจะต้องผวาตื่น ตอนที่รุ่งเช้าจะมีแสงแดดอ่อน โลมเลียมาบนที่นอนของผม ไม่ใช่เสียงจรวด RPG วิ่งมากระแทกที่กำแพงตึก ผมกับภรรยาแต่งงานกัน เรามีลูกด้วยกัน 2 คน แต่ก็เหมือนมีลูกเพียงคนเดียว เพราะผมได้เสียสิทธิ์การเลี้ยงดูลูก หลังจากที่ผมใด้เซ็นต์ให้ผู้อื่น เข้ามามีสิทธิ์เป็นพ่อแม่บุญธรรม แต่ผมกับภรรยาก็ยังมีลูกชายคนโตอยู่ พวกเราทำงานในเมืองอื่น ช่วงวัดหยุด เราตัดสินใจเดินทางกลับมาเยี่ยมบ้านเกิดของภรรยา จากนั้นไม่นาน ผมก็ได้รับรู้ถึงความคิดอันสุดชั่วช้า ของญาติฝ่ายภรรยาผม ผมทนไม่ได้ และเรื่องนั่นก็นำมาสู่การแยกทางของเรา ลูกคนโตของผม ไม่ได้อยู่กับผม เพราะผมไม่มีความสามารถนำมาได้ ก็ที่นี่มันถิ่นของเขา พวกเขาทั้งนั้น ในเวลานั้น ผมจำได้ว่า ผมเหมือนหมดสิ้นทุกอย่าง ผมไม่รู้จะไปที่ไหน มันทำให้ผมรู้ว่า เวลาของครอบครัวไม่ใช่ ความน่ารำคาญ หากแต่มันคือความอบอุ่น ที่มนุษย์คนนึงจะพึงหาได้บนโลกใบนี้ โลกของผมเหมือนมืดไปหมด ผมเศร้าโศกเสียใจอยู่นานมาก จนความเสียใจมันหมดไป อาจเป็นเพราะผมเข้มแข็งขึ้น หรือไม่ก็เพราะผมเบื่อหน่ายกับความเสียใจ จากนั้นไม่นาน เมืองนี้ก็เกิดสงครามกลางเมืองขึ้น โอกาสที่ผมจะได้เจอภรรยากับลูกแทบจะไม่มีเลย เพราะสงครามทำให้ผู้คนพากันหลบหนี พากันย้ายไปหลบซ่อนตัวในป่า แล้วใช้เมืองเป็นสนามรบ ทางฝ่ายรัฐบาลได้เปิดรับทหารกองอาสา ผมจึงเข้ารับการฝึกเป็นทหาร เพราะนั่นเป็นทางเดียวที่จะทำให้ผม อยู่ในเมืองนี้ได้ เป็นทางเดียวที่จะทำให้ผม ได้พบกับภรรยากับลูกอีกครั้ง

จนวันนี้ เวลาก็ผ่านมาถึง 5 ปีแล้ว ผมยังมีชีวิตอยู่ และอยู่ในกลุ่มของทหารฝีมือดี ทุกๆ สมรภูมิ ที่ผ่านมาผมอาสาเป็นแนวหน้าตลอด ผมวิ่งเข้าใส่ข้าศึก ไม่ใช่เพราะความกล้า แต่เพราะโลกของผมมันมืดดับ ผมจะต้องก้าวออกไปหาแสงตะวัน เพื่อค้นหาว่าที่อยู่ตรงหน้านั้นมีภรรยากับลูกของผมอยู่บ้างหรือป่าว หากไม่มี ผมก็ต้องอยู่รอด อยู่รอดเพื่อวันรุ่งขึ้นผมจะได้ก้าวออกไปค้าหาแสงตะวันอีก แต่นั่นก็ 5 ปีแล้ว ผมยังไม่ได้เจอลูกเมียผมเลย และตอนนี้ผมกับเพื่อนทหารด้วยกัน ก็กำลังตกเป็นฝ่ายตั้งรับ เมื่อคืนนี้ฝ่ายต่อต้านได้ระเบิดสะพาน และเข้ายึดสถานที่สำคัญบางจุด ตอนนี้เสบียงของพวกเราถูกตัดขาด ผมไม่รู้ว่าพวกเขาไปหาคนมาจากไหน พวกเขาไม่มีชุดทหารเหมือนเรา เป็นชาวบ้านที่จับปืนสู้กับเรา แต่พวกเขามีมากเหลือเกิน พวกเขาหลั่งไหลมากันตลอด ตอนนี้ฝ่ายต่อต้านที่อยู่ด้านนอกพยายามบุกเข้ามา พวกเราต้องผลัดกันออกไปยิงสกัดไว้ที่ด้านนอก เสียงปืน เสียงระเบิด และลูกกระสุนที่พุ่งเข้ามา บางครั้งมันก็ทำให้ประสาทของผมแทบบ้าได้เหมือนกัน ผมไม่รู้ว่ามันมาจากทางไหนบ้าง เพราะมันมีมากเหลือเกิน เมื่อได้ยินเสียงปืน หรือมีกระสุนเฉียดมา เราจะพยายามมองหาแสง แล้วยิงไปที่จุดนั้น เพราะแสงนั้นอาจจะเป็น แสงจากปืนของฝ่ายต่อต้าน นั่นเป็นสิ่งพวกเราทำกันในเวลาที่ตกอยู่ในดงกระสุน เพราะพวกเราไม่มีเวลามองขึ้นไปในหน้าต่างชั้นสอง หรือยอดตึก ว่ามีฝ่ายต่อต้านดักยิงหรือป่าว พวกเราไม่มีเวลาวางแผนด้วยซ้ำ พวกเขามีมากจริงๆ ตอนนี้พวกเราต้องเป็นฝ่ายตั้งรับการโจมตีอย่างหนักของพวกเขา บางคนอาจจะคิดว่าพวกเราหลบซ่อนกันเหมือนในหนัง แต่ของจริงมันไม่เหมือนกัน ด้านกำแพงน่ะหรือ พวกเราไม่สามารถพิงกำแพงได้ เพราะถ้าพวกเขายิง RPG เข้ามา กำแพง อาจจะพังใส่เรา แต่ถ้ากำแพงไม่พังลงมา แรงสะเทือนของมันก็ทำให้เราบาดเจ็บได้ และเสียงของมันทำให้ทำให้ปวดหู และหูดับได้ การพิงกำแพงจึงใช้ไม่ได้สำหรับพวกเรา พวกเราต้องออกห่างกำแพง และคอยดูตามช่องโหว่ต่างๆ ด้วย เพราะกระสุนนัดเดียวที่ดับวิญาณของเรา อาจจะผ่านช่องโหว่ของกำแพงเข้ามาก็ได้

วันนี้เป็นวันที่เท่าไรไม่รู้ เพราะผมไม่มีความจำเป็นต้องดูปฏิทิน ผมเบื่อ และผมก็เครียด วันนี้ก็มีคนตายเพราะผมอีกเช่นเคย หวังว่ากลิ่นสาปเหม็นๆ ของเลือดเหล่านั้น คงจะช่วยทำให้ผมได้พบครอบครัว หรือไม่เช่นนั้น มันก็การันตี ความอำมหิตของผม ผมจำศพแรกที่ผมยิงได้ ผมรู้สึกผิดและสงสาร ตอนนั้นผมคิดว่าผมไม่น่า มาอยู่ในสงครามนี้เลย คนที่ผมยิง เขาก็ไม่ได้มีความแค้นอะไรกับผม ผมต้องบีบคั้นหัวใจตัวเองเป็นเวลานาน กว่าจะจับปืนได้อีกครั้ง แต่นี่มัน 5 ปีแล้ว ที่ผมต้องอยู่ในสงครามบ้าๆ นี่ และสถานการณ์ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง คือ เลวร้ายเหมือนเดิม มันทำให้ผมไปยืนอยู่หน้าศัตรูที่ผมยิง แล้วตะโกนด้วยน้ำเสียงดุจมัจจุราชว่า รีบไปเถอะเพื่อน นรกกำลังรอ ผมไม่ใช่คนโหดเหี้ยม เพียงแต่สงครามมันทำให้ผมแข็งกร้าว ความหวังที่จะได้เจอครอบครัว คือสิ่งเดียว ที่เยียวยาหัวใจของผม เพราะสิ่งอื่นนอกจากนี้ไม่มีอะไรให้ผมต้องคิด

กองบัญชาการวิทยุมาบอกพวกเรา ให้รวมกลุ่มกัน และบอกพิกัดที่อยู่ของพวกเรา ตอนนี้เราจะใช้ปืนใหญ่ที่ตั้งห่างออกไป ประมาณ 42 กิโลเมตร ยิงเข้ามา ผมอดคิดไม่ได้ว่า การโจมตีครั้งนี้ เพื่อถล่มพวกต่อต้าน และเปิดทางให้พวกเราโต้กลับ หรือต้องการเคลียพื้นที่ เพื่อเสนารักษ์จะได้เข้ามาเก็บศพ ของพวกเราออกไปนับจำนวน นรกชัดๆ พวกมันมากันไม่หยุด ผมอยากจะออกไปกราดยิงใส่พวกมันแต่ทำไม่ได้ เราต้องประหยัดกระสุน

คืนนี้ก็เหมือนกับทุกๆ คืน เสียงปืนใหญ่ลูกแล้วลูกเล่า เสียงระเบิดและเสียงพังทลาย มันไม่ช่วยให้เรานอนได้เต็มอิ่มเลย ทุกคืนเราต้องคอยระวังกระสุนจากฝ่ายต่อต้าน แต่คืนนี้เราต้องระวังกระสุนจากฝ่ายพวกเรากันเอง ในการยิงปืนใหญ่ระยะไกล จำเป็นต้องยิงนัดแรกอย่างรอบคอบที่สุด เพราะนัดแรกจะเป็นตัววัดถึงความแม่นยำ แต่สำหรับพวกเราแล้ว นัดแรกที่พวกเราหวัง ก็คือ อย่าให้โดนพวกเดียวกันเอง เท่านั่นก็พอ จากนั้นเราก็วิทยุไปบอกว่านัดแรกเป็นอย่างไร และนัดที่สองให้เปลี่ยนพิกัดไปทิศทางใด พวกเราคำนวณ พิกัดได้อย่างไรน่ะหรือ พวกเราคอยเฝ้ามอง พวกต่อต้าน ว่ามันวิ่งออกจากจุดระเบิด ไปสู่ที่ตั้งใหม่ พวกมันวิ่งกันกี่ก้าว แล้วพวกเราก็นำเอาจำนวนก้าวของมัน มาคำนวณเป็นพิกัดอีกที ก่อนที่จะวิทยุไปบอกพวกเรา ให้เปลี่ยนพิกัดยิง

แต่คืนนี้พวกเราต้องพักผ่อน และเตรียมตัวให้พร้อม ไม่มีทางที่เราจะแพ้ หากเราพร้อมที่จะต่อสู้อีกครั้ง พรุ่งนี้เราจะต้องปฏิบัติหน้าที่อีก บางครั้ง นี่อาจจะเป็นกองกำลังชุดสุดท้ายของพวกต่อต้านแล้วก็ได้ สงครามจะได้จบซักที พรุ่งนี้จึงเป็นวันดีเดย์ของเรา เพราะพวกเราได้ข้อมูลมากพอ ที่จะบุกถึงผู้นำฝ่ายต่อต้านได้แล้ว พรุ่งนี้เราจะบุกพร้อมกัน ในตอนนี้หากให้ผมพูดอีกครั้ง ผมอยากบอกกับภรรยาและลูกของผม ว่าผมเสียใจ

สงครามนี้เป็นแค่ส่วนหนึ่งของชีวิตผม แต่ลูกและเมีย คือทั้งหมดของชีวิต ผู้รู้แล้วว่าครอบครัวนั้น ไม่สามารถสร้างได้ หากแต่มันต้องเกิดจากหัวใจ ทุกวันนี้ครอบครัวของผม กำลังจะฆ่าผม ด้วยความคิดคะนึงโหยหา ที่มันบาดหัวใจ ผมได้แต่ขอปาฏิหาริย์ ผมอยากจะให้สิ่งมหัศจรรย์อันดับ 8 ของโลก คือ รอยยิ้มของลูกและเมีย ที่ยืนอยู่เบื้องหน้า ผมคงทำได้แต่วิงวอน ให้เธอเข้มแข็งและอดทน เพื่อผ่านค้นคืนวัน อันโหดร้าย ขอให้เธอโอบกอบ และจูบลูกแทนผมด้วย

4 เดือนเต็มๆ ที่ผมพกไดอารี่เล่มนี้ และพยายามนั่งเขียนมันในยามว่าง วันดีเดย์ที่ผ่านไป พวกเราสามารถผ่านพ้นมาได้ ตอนนี้พวกต่อต้าน หมดประสิทธิภาพในการสู้รบแล้ว ยังคงมีแต่การปะทะกันประปรายทั่วไป ในที่สุดผมก็ได้ข่าวของภรรยาของผม พวกเขา ไปหลบอยู่ในป่า และเข้าร่วมกับฝ่ายต่อต้าน ภรรยาของผมเสียชีวิตไปแล้ว เธอเสียชีวิตไป โดยที่เธอยังไม่ได้คุยกับผมครั้งสุดท้าย เธอเสียชีวิตโดยที่เธอยังไม่รู้ ว่าเธอคือคนที่ดีที่สุดของผม ผมอยากจะให้เธอรับรู้ ว่าเธอคือเมียที่ดีที่สุด ทุกที่ ที่เราได้ไปด้วยกันมันช่างงดงาม เธอคือความอบอุ่นของผม ลูกของผมไม่ได้เรียนหนังสือ และก็ได้ไปเข้าร่วมกับพวกต่อต้านเหมือนกัน 3 วันก่อนที่เราจะย้ายที่ตั้งมั่น ผมได้พบกับลูกของผม มันเป็นช่วงเวลาที่สั้นมากๆ ไม่มีแม้โอกาสจะพูดอะไรกัน เมื่อผมอยู่ตรงกลางจัตุรัสกับเพื่อน 2 คน เพื่อนผมอยู่ที่มุมตึก ส่วนผมระวังอยู่ด้านหลัง ผมได้เห็นลูกของผมเดินเข้ามา พร้อมกับปืนอาก้าในมือ ผมพยายามบอกให้เขาวางปืนแล้ว ผมพยายามบอกให้เขารู้ ว่าผมไง นี่พ่อเองนะ แต่เขาคงจำไม่ได้ หรือไม่ก็โดนสงครามกินเหมือนกันผม วินาทีนั้นมันช่างทรมาน และยากยิ่งนัก ในขณะที่เวลาตัดสินใจ มันก็มีเพียงน้อยนิด ผมต้องตัดสินใจในช่วงเศษเสี้ยววินาที กระสุนนัดนั้น ที่ผมยิงออกไป มันได้ตัดหัวใจถึงสองดวงด้วยกัน ภาพของเด็กน้อยน่ารัก ที่ผมเคยอุ้ม เคยกอด เคยพร่ำบอกกับเขา ว่าผมนี่แหละจะส่งเขาเรียน ว่าผมจะคุ้มครองเขา กลิ่นของนมผงที่ผมเคยชงให้เขากิน แต่ว่า ผมกลับรับบทมัจจุราชผู้ฆ่าวิญาณของเขาซะเอง ภาพความทรงจำต่างๆ มันวิ่งแล่นเข้ามาใจหัวของผม มันวิ่งเข้ามาแบบไม่หยุด จนทำให้ผมยืนนิ่งเหมือนรูปปั้น ผมรู้ได้ทันทีว่า หัวใจของผมมันได้ตายไปแล้ว ที่เหลืออยู่คงเป็นร่างกายที่ไร้หัวใจของผม

ตอนนี้ผมอยู่บนรถไฟ จากสมรภูมิถึงวันนี้ เวลาก็ผ่านล่วงเลยมานานแล้ว เหตุการณ์ต่างๆ ก็คลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น มีกองกำลังสหประชาชาติ เข้ามารับหน้าที่ต่อ ในวันที่สงครามจบลง ผมไม่อยากให้มันจบด้วยซ้ำ เพราะไม่รู้ว่า ต่อไปผมจะทำอะไร และผมจะสามารถเล่าเรื่องนี้ให้ผู้อื่นฟังได้หรือไม่ ในตอนนี้ผมได้แต่งงานใหม่แล้ว และเธอผู้เป็นภรรยาใหม่ของผม พยายามถามถึงอดีตของผม แต่ผมไม่เคยบอกใคร แต่ความปวดร้าวของผม มันก็แสดงออกทางดวงตา จนคนอื่นสามารถรับรู้ได้ ภรรยาผมคนนี้เป็นเจ้าของคณะละครสัตว์ และตอนนี้ผมก็เป็นหัวหน้าคณะละครสัตว์ ผมชอบนั่งคุยกับสัตว์ เพราะรู้ว่ามันก็มีอดีตที่เลวร้ายเหมือนกับผม ทั้งมันและผม ต่างก็ต้องอยู่ต่อไป ด้วยหัวใจที่เดียวดาย



add comment   |   ( 3 / 283 )

อากาศ ร้อน เพื่อน เลย บ้า 
Tuesday, February 27, 2007, 02:50 PM - แอบอมยิ้ม
....... ช่วงนี้อากาศร้อนมากๆ หลายๆ คน ก็เพี้ยนๆ บ้าๆ บอๆ ความจริงผมเองก็ไม่ค่อยเชื่อเรื่องนี้หรอก ว่าความร้อนจะทำให้คนบ้าได้ จนมาเจอกับตัวเอง เพื่อนผมเองเลย ก็นั่งอยู่ด้วยกัน 2 คน กลาววันแดดเปรี้ยงๆ เลย มันมาหาว่าผมพูดกับมันเฉยเลย ท่าจะบ้าแล้วไอ้นี่ ผมไม่ได้พูดกับมันซักหน่อย ผมพูดคนเดียว พี่น้องว่ามันบ้าใหมล่ะ หาว่าผมพูดกับมันซะงั้น ผมยังบอกกับมันเลย "มึงไปตรวจประสาทได้แล้วนะ กูไม่ได้พูดกับมึงซักหน่อย กูพูดของกูคนเดียว"



add comment ( 2 views )   |   ( 3 / 230 )


Back Next