Friday, March 23, 2007, 10:20 AM - ต้องรู้ให้ทัน
ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่า ทั้งหมดนี้ เป็นความเห็นส่วนบุคคลที่เราได้จับใจความมาปัจจุบันนี้ เราสามารถรับชมข่าวสารได้จาก ทั้ง สื่อมวลชน และสื่อมันส์ชน ทั้งสองประเภทนี้ เหมือนหรือต่างกันอย่างไร มาดูกัน
สื่อมวลชน คำนี้รู้จักกันดี คงไม่ต้องบอกอะไรมาก คือ สื่อกลางที่นำข่าว และความรู้ ไปสู่มหาชน
สื่อมันส์ชน จะคล้ายๆ กับสื่อมวลชน แต่ไม่ใช่สื่อมวลชน สื่อมันส์ชน หมายความว่า การสื่อสารเพื่อความมันส์ให้กับมวลชน โดยความมันส์ที่สื่อสารออกไปนั้น อาจจะซะใจตัวเอง หรือสะใจมวลชนก็แล้วแต่กรณี
ลักษณะการนำเสนอ สื่อมวลชนจะลงพื้นที่ เพื่อเก็บข้อมูลจริง สอบถามกับชาวบ้านอย่างจริงจัง มีการหาข้อเท็จจริง แต่สื่อมันส์ชน ไม่จำเป็นต้องลงพื้นที่แต่อย่างใด
วัธีการทำงานของสื่อมันส์่ชนมีอยู่ 2 แบบ
1. ไปเก็บข้อมูลเพียงนิดเดียว แล้วจากนั้นก็เขียนเอาบนความสะใจ หรือเขียนจากการคาดคะเน เป็นการคาดคะเนที่ตนเองคิดว่าน่าจะถูก ยกตัวอย่างเช่น การยิงผู้ออกไปกรีดยาง ที่ ต.กำลิซา สื่อมันส์ชน สรุปได้ง่ายๆ ว่าเป็นฝีมือของ ผู้ก่อความไม่สงบ โดยไม่ได้สอบถาม หรือลงพื้นที่หาข้อเท็จจริงแต่อย่างใด ซึ่งข้อเท็จจริง นั้นก็คือ ทุกๆ วันศุกร์จะมีกลุ่มวัยรุ่นออกไปเก็บยาง กล่าวง่ายๆ คือไปขโมยยางในสวน ทีนี้ ก็มีบางสวนที่เจ้าของเริ่มทนไม่ไหว ถึงกับเข้าไปปลูกกระท่อมนอนเฝ้าสวนยางของตน ครั้นเมื่อพวกวัยรุ่นเข้าไปขโมยยาง ก็ปะทะกับเจ้าของสวน จึงเกิดเหตุการณ์ยิงกันขึ้น ส่งผลให้พวกวัยรุ่นกลุ่มนั้นมีผู้เสียชีวิต บางส่วนก็หนึออกไปไำด้ เอา่ล่ะ ข้อมูลตรงส่วนนี้ อาจจะเป็นข้อมูลเขิงลึก ที่สื่อมันส์ชนไม่มีความสามารถหามาได้ ซึงก็ไม่เป็นไร แต่เรื่องเวลาที่โดนยิง สื่อมันส์ชน ก็ไม่ได้นำเสนอแต่อย่างใด ตรงนี้ชี้ให้เห็นว่า สื่้อมันส์ชน หาข้อมูลมาน้อยมากๆ สำหรับเวลาที่เกิดเหตุการณ์ในกรณีนี้ คือ เวลาประมาณ 18.30 น. แล้วเวลานี้ ไม่มีชาวบ้านที่ไหนหรอก จะออกไปกรีดยาง นอกจากนี้ยังมีอีกหลายกรณี
ดังนั้น จงอย่าเชื่อทั้งหมด จนกว่าคุณจะได้เห็นด้วยตัวของคุณเอง และหัดเชื่อเพื่อนรอบข้างบ้าง อย่าปล่อยให้คนที่ไม่รู้จักกัน อยู่ห่างกันไกล มันนั่งนำเสนอ แล้วทำให้คุณหลงเชื่อมากกว่าคนรอบข้างของคุณ พึงระลึกไว้เสมอว่า คนที่นำเสนอข้อมูลให้คุณนั้น เขานำเสนอจากสิ่งที่เขาพบในเวลานั้นๆ เขาไม่ใช่ผู้ที่ชำนาญ หรือคลุกคลีอยู่กับเรื่องนั้นๆ เขาเพียงนำเสนอเรื่องนี้ แล้วก็ผ่านไป จากนั้นก็ไปนำเสนอเรื่องอื่นๆ ต่อ
2. นังเทียนเขียนข่าว นั่งเทียนเขียนบทความ คำนี้หลายๆ ท่านอาจะไม่เข้าใจ ว่านั่งเทียนเขียนข่าวคืออะไร นั่งเทียน ในที่นี้หมายถึง การคาดคะเน การจินตนาการ แต่ไม่ใช่การคาดเดา เพราะว่า เป็นการคาดคะเน ที่อยู่บนหลักการ หรืออธิบายเชิงเปรียบเทียบ คงเทียบได้จาก การเข้าทรง ที่มีการจุดเทียน แล้วมานั่งหน้าเทียน จากนั้น เพ่งด้วยทางใน หรืออะไรก็ได้ตาม เพื่อค้่นหาข้อเท็จจริง ซึ่งผลที่ได้ จะเหนือกว่าการคาดเดา แต่ก็ไม่ใช่ข้อเท็จจริงอยู่ดี ลักษณะการนำเสนอในทางปฏิบัติ การขอซื้อภาพข่าว แล้วจากนั้นก็ดูจากภาพ แล้วสามารถนำเสนอได้เป็นเรื่องเป็นราว ยกตัวอย่างเช่น ภาพข่าวที่ซื้อมา เป็นภาพผู้ชาย กำลังโดนสุนัขกัดที่ขา แผลใหญ่มาก เมื่อสือมันส์ชนเห็นภาพ ก็สามารถนำเสนอได้ทันที ว่า เจ้าสุนัขร่างใหญ่ กระโจนเข้าใส่ชายผู้เคราะห์ร้าย ด้วยฟันที่คม และขากรรไกที่ทรงพลัง สามารถสร้างบาดแผล ให้ักับเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายในเวลาอันรวดเร็ว ท่ากลางความแตกตืนของชาวบ้าน เหยื่อผู้เคราะห์ร้าย ตะโกนส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวด ทุกขเวทนายิ่งนัก...... ลักษณะเช่นนี้คือการนั่งเทียน จะเห็นว่า เหนือกว่าการเดา และการนั่งเทียนนี้ ถ้าไม่ใช่ผู้ที่ทำงานด้านเดียวกัน แทบจะไม่มีทางจับได้เลย เหตุผลที่สื่อมันส์ชน กล้านั่งเทียนเขียนข่าว เพราะว่่า ไม่มีใครจับได้ และไม่มีใครด่าได้ โดยเราจะยกข่าวตัวอย่างข้างต้นมาชี้แจงให้ดูกัน เป็นกรณัีเปรียบเทียบ เจ้าสุนัขร่างใหญ่ กระโจนเข้าใส่ชายผู้เคราะห์ร้าย ตรงนี้สื่อมันส์ชนเขียนได้เลย ไม่มีใครกล้าด่า หรือกล้าเถียง เพราะถ้าด่า จะไ้ด้รับคำตอบว่า ถ้าสุนัขมันคลานเข้ามา แล้วค่อยๆ อ้าปากกัดลงที่ขา แล้วมันจะกัดได้หรือ เหยื่อคงรู้ตัวก่อน แล้วหลบเลี่ยงได้ทัน ด้วยฟันที่คม และขากรรไกที่ทรงพลัง สามารถสร้างบาดแผล ให้ักับเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายในเวลาอันรวดเร็ว ตรงนี้ถ้าเถียง ก็จะได้รับคำตอบว่า ถ้าฟันไม่คม และขากรรไกไม่มีพลังมันจะกัดเข้าหรือ แล้วแผลมันจะใหญ่เหมือนในรูปหรือ แล้วถ้ามันใช่เวลานานกว่าจะเกิดบาดแผล เหยื่อคงป้องกันได้ก่อน ท่ากลางความแตกตืนของชาวบ้าน ตรงนี้สื่อมันส์ชนก็นั่งเทียนได้ดี เพราะว่า สุนัขกัดแผลใหญ่แบบในรูป จะให้ชาวบ้านนั่งดูเฉยๆ หรือ เ้หยื่อผู้เคราะห์ร้าย ตะโกนส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวด ทุกขเวทนายิ่งนัก...... คนโดนสุนัขกัด จะัให้หัวเราะด้วยความสุขใช่ใหม
เพียงภาพเพียงภาพเดียว สื่อมันส์ชนก็สามารถนำเสนอได้เป็นเรื่องเป็นราวขนาดนี้ แล้วอย่างนี้จะรู้ได้อย่างไร ว่าแบบไหนนั่งเทียน แบบไหนไม่นั่งเทียน ตรงนี้บอกยาก แต่ก็มีข้อสังเกตของจริงของปลอม การนำเสนอ ต้องมีภาพเคลื่อนไหวประกอบ ให้เห็นว่ามีเสียงร้องจริง ทุกๆ การนำเสนอต้องมีภาพยืนยันตลอด วิธีนี้จะช่วยให้คุณรอดพ้น จากการตกเป็นเหยื่อของการนำเสนอแบบนั่งเทียน
สำหรับสื่อมวลชน จะไม่ใช้วิธีนี้ในการทำเสนอ ดังนั้นคุณต้องเลือกเอง ว่าจะรับข้อมูลจาก สื่อมวลชน หรือ สื่อมันส์ชน จะรับทราบข้อมูลจากความเป็นจริง หรือเอาข้อมูลแบบซะใจ ต้องการรับทราบข้อมูลที่ยังไม่รู้ หรือ รับทราบข้อมูลที่เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้ว ทั้งหมดนี้อยู่ที่คุณเลือก สุดท้ายนี้ ต้องขอเป็นกำลังใจ และัเอาใจช่วย สื่อมวลชน ผู้นำเสนอข่าวสารสู่มหาชน




( 3 / 224 )
Friday, March 9, 2007, 10:52 AM - ต้องรู้ให้ทัน
เราคงได้ยิน เรื่องชองการเจรจาต่างๆ อย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นจากข่าว หรือในชีวิตของเราเอง เมื่อไม่นานมานี้ ตัวเราเองก็ได้ นั่งฟังชาวบ้านเขาเจรจา ตกลงกัน หรือเรียกง่ายๆ ว่า เสือกไปนั่งฟัง เขาเจรจากันเรื่อง การจัดการ เรื่องงานศพของผู้ตาย ซึ่งสุดท้ายแล้วก็ได้ข้อตกลง หลายๆ คนอาจจะคิดว่าเรื่องแค่นี้มันเป็นเรื่องธรรมดา แต่ว่าความจริงแล้วมันเป็นเรื่องที่ มหัศจรรย์มากๆ จะไม่มหัศจรรย์ได้ไง ในเมื่อผู้ที่เรียกตนเองว่าผู้รู้ หรือผู้ที่พยายามทำตนให้ผู้คนในสังคมเข้าใจ ว่าตนเองมีการศึกษา ผู้ที่สร้างภาพว่าตนเป็นผู้ฉลาด กลับไม่สามารถหาข้อยุติจากการเจรจาได้ ในขณะที่ชาวบ้านที่ทำนา หาปลาไปวันๆ สามารถหาข้อยุติได้เกือบทุกครั้ง ที่เจรจา และทำให้เราได้ข้อคิดได้หลายๆ อย่างกรณีศึกษาชาวบ้านเจรจา
ชาวบ้านมีความเข้าใจ เข้าใจว่า การเจรจา คือการหาข้อตกลง หรือข้อยุติ เมื่อมีปัญหา ความขัดแย้ง หรือข้อสงสัยต่างๆ เกิดขึ้น โดยมุ่งหวังไปที่ข้อสรุปร่วมกัน เป็นการปรึกษาหารือกัน บางคนก็นำความรู้ของตนเอง มาเป็นส่วนในการแสดงความคิดเห็น เป็นการร่วมมันสมองซึ่งกันและกัน และท้ายที่สุด ก็มักจะได้บทสรุปร่วมกัน
ผู้ที่เรียกตนเองว่า ผู้รู้ เข้าใจว่า การเจรจา คือการทำให้ ฝ่ายตรงกันข้าม มีความคิดเห็นเหมือนกับตน ให้เห็นด้วยกับเหตุผลของตน คิดว่าสิ่งที่ตนเองคิด นั่นถูกต้อง และยุติธรรมที่สุดแล้ว กล่าวคือ ก่อนที่พวกเขาจะเจรจานั้น พวกเขา มีคำตอบอยู่แล้ว มีบทสรุปอยู่แล้ว ทั้งๆ ที่การเจรจานั้น เพื่อหาข้อสรุป แต่พวกเขากับได้ข้อสรุปก่อนที่จะเจรจา ต่างฝ่ายต่างก็นำข้อสรุปนั้น ใส่ไว้ในหัวสมองของตนเอง แล้วเดินออกไปเจรจา โดยทำทุกอย่าง อ้างเหตุผลเท่าที่จะคิดได้ เพื่อให้ข้อสรุปมันออกมาตรงกับใจ ในเมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว การเจรจาจะบรรลุผลสำเร็จได้อย่างไร ท่านผู้มีปัญหาทั้งหลาย ไม่ได้คิดกันบ้างเลยหรือ นี่จึงเป็นเหตุที่ทำให้การเจรจา ของพวกเขาไม่ประสบผลสำเร็จ และจะต้องมีการเจรจากันต่อไปเรื่อยๆ หากมองที่ความเป็นจริง พวกเขาไม่ได้เจรจาด้วยซ้ำ แต่พวกเขาทำสงครามด้านความรู้กัน เพื่อให้ได้บทสรุปที่ตนเองต้องการ หากไม่รู้แพ้ชนะ ต้องนัดเจอกันใหม่ในการเจรจาครั้งต่อไป และต่อไป หรือไม่ก็เลิกกันไปเอง
ดังนั้น บทเรียนที่ได้คือ ก่อนการเจรจา ควรเตรียมข้อมูลให้พร้อม และเป็นข้อมูลที่จริง อันจะทำให้เกิดประโยชน์ และที่สำคัญ ห้ามตั้งบทสรุป หรือคำตอบเอาไว้ก่อน

Saturday, March 3, 2007, 11:03 AM - เรื่องเล่า ความจริงที่โกหก
ผมหวังว่าคุณคงจะอ่านลายมือของผมออก ผมเป็นทหาร และตอนนี้ผมก็อยู่ในสงครามกลางเมือง สงครามแทบจะกลืนกินชีวิตของผม ไปจนหมดสิ้น ผมจะไม่บอกว่าผมมาติดอยู่ในสงครามนี้ ได้อย่างไร แต่ผมจะเล่าเรื่องเดียวที่ผมยังจำได้ และยังคงติดอยู่ในหัวใจของผม เรื่องมีอยู่ว่า ก่อนหน้าที่จะมีสงครามกลางเมือง ในตอนที่ทุกอย่างสงบสุข ตอนที่กลางคืนเป็นเวลาหลับนอน และมีความสุขกับภรรยา ไม่ใช่เวลาที่ผมจะต้องผวาตื่น ตอนที่รุ่งเช้าจะมีแสงแดดอ่อน โลมเลียมาบนที่นอนของผม ไม่ใช่เสียงจรวด RPG วิ่งมากระแทกที่กำแพงตึก ผมกับภรรยาแต่งงานกัน เรามีลูกด้วยกัน 2 คน แต่ก็เหมือนมีลูกเพียงคนเดียว เพราะผมได้เสียสิทธิ์การเลี้ยงดูลูก หลังจากที่ผมใด้เซ็นต์ให้ผู้อื่น เข้ามามีสิทธิ์เป็นพ่อแม่บุญธรรม แต่ผมกับภรรยาก็ยังมีลูกชายคนโตอยู่ พวกเราทำงานในเมืองอื่น ช่วงวัดหยุด เราตัดสินใจเดินทางกลับมาเยี่ยมบ้านเกิดของภรรยา จากนั้นไม่นาน ผมก็ได้รับรู้ถึงความคิดอันสุดชั่วช้า ของญาติฝ่ายภรรยาผม ผมทนไม่ได้ และเรื่องนั่นก็นำมาสู่การแยกทางของเรา ลูกคนโตของผม ไม่ได้อยู่กับผม เพราะผมไม่มีความสามารถนำมาได้ ก็ที่นี่มันถิ่นของเขา พวกเขาทั้งนั้น ในเวลานั้น ผมจำได้ว่า ผมเหมือนหมดสิ้นทุกอย่าง ผมไม่รู้จะไปที่ไหน มันทำให้ผมรู้ว่า เวลาของครอบครัวไม่ใช่ ความน่ารำคาญ หากแต่มันคือความอบอุ่น ที่มนุษย์คนนึงจะพึงหาได้บนโลกใบนี้ โลกของผมเหมือนมืดไปหมด ผมเศร้าโศกเสียใจอยู่นานมาก จนความเสียใจมันหมดไป อาจเป็นเพราะผมเข้มแข็งขึ้น หรือไม่ก็เพราะผมเบื่อหน่ายกับความเสียใจ จากนั้นไม่นาน เมืองนี้ก็เกิดสงครามกลางเมืองขึ้น โอกาสที่ผมจะได้เจอภรรยากับลูกแทบจะไม่มีเลย เพราะสงครามทำให้ผู้คนพากันหลบหนี พากันย้ายไปหลบซ่อนตัวในป่า แล้วใช้เมืองเป็นสนามรบ ทางฝ่ายรัฐบาลได้เปิดรับทหารกองอาสา ผมจึงเข้ารับการฝึกเป็นทหาร เพราะนั่นเป็นทางเดียวที่จะทำให้ผม อยู่ในเมืองนี้ได้ เป็นทางเดียวที่จะทำให้ผม ได้พบกับภรรยากับลูกอีกครั้งจนวันนี้ เวลาก็ผ่านมาถึง 5 ปีแล้ว ผมยังมีชีวิตอยู่ และอยู่ในกลุ่มของทหารฝีมือดี ทุกๆ สมรภูมิ ที่ผ่านมาผมอาสาเป็นแนวหน้าตลอด ผมวิ่งเข้าใส่ข้าศึก ไม่ใช่เพราะความกล้า แต่เพราะโลกของผมมันมืดดับ ผมจะต้องก้าวออกไปหาแสงตะวัน เพื่อค้นหาว่าที่อยู่ตรงหน้านั้นมีภรรยากับลูกของผมอยู่บ้างหรือป่าว หากไม่มี ผมก็ต้องอยู่รอด อยู่รอดเพื่อวันรุ่งขึ้นผมจะได้ก้าวออกไปค้าหาแสงตะวันอีก แต่นั่นก็ 5 ปีแล้ว ผมยังไม่ได้เจอลูกเมียผมเลย และตอนนี้ผมกับเพื่อนทหารด้วยกัน ก็กำลังตกเป็นฝ่ายตั้งรับ เมื่อคืนนี้ฝ่ายต่อต้านได้ระเบิดสะพาน และเข้ายึดสถานที่สำคัญบางจุด ตอนนี้เสบียงของพวกเราถูกตัดขาด ผมไม่รู้ว่าพวกเขาไปหาคนมาจากไหน พวกเขาไม่มีชุดทหารเหมือนเรา เป็นชาวบ้านที่จับปืนสู้กับเรา แต่พวกเขามีมากเหลือเกิน พวกเขาหลั่งไหลมากันตลอด ตอนนี้ฝ่ายต่อต้านที่อยู่ด้านนอกพยายามบุกเข้ามา พวกเราต้องผลัดกันออกไปยิงสกัดไว้ที่ด้านนอก เสียงปืน เสียงระเบิด และลูกกระสุนที่พุ่งเข้ามา บางครั้งมันก็ทำให้ประสาทของผมแทบบ้าได้เหมือนกัน ผมไม่รู้ว่ามันมาจากทางไหนบ้าง เพราะมันมีมากเหลือเกิน เมื่อได้ยินเสียงปืน หรือมีกระสุนเฉียดมา เราจะพยายามมองหาแสง แล้วยิงไปที่จุดนั้น เพราะแสงนั้นอาจจะเป็น แสงจากปืนของฝ่ายต่อต้าน นั่นเป็นสิ่งพวกเราทำกันในเวลาที่ตกอยู่ในดงกระสุน เพราะพวกเราไม่มีเวลามองขึ้นไปในหน้าต่างชั้นสอง หรือยอดตึก ว่ามีฝ่ายต่อต้านดักยิงหรือป่าว พวกเราไม่มีเวลาวางแผนด้วยซ้ำ พวกเขามีมากจริงๆ ตอนนี้พวกเราต้องเป็นฝ่ายตั้งรับการโจมตีอย่างหนักของพวกเขา บางคนอาจจะคิดว่าพวกเราหลบซ่อนกันเหมือนในหนัง แต่ของจริงมันไม่เหมือนกัน ด้านกำแพงน่ะหรือ พวกเราไม่สามารถพิงกำแพงได้ เพราะถ้าพวกเขายิง RPG เข้ามา กำแพง อาจจะพังใส่เรา แต่ถ้ากำแพงไม่พังลงมา แรงสะเทือนของมันก็ทำให้เราบาดเจ็บได้ และเสียงของมันทำให้ทำให้ปวดหู และหูดับได้ การพิงกำแพงจึงใช้ไม่ได้สำหรับพวกเรา พวกเราต้องออกห่างกำแพง และคอยดูตามช่องโหว่ต่างๆ ด้วย เพราะกระสุนนัดเดียวที่ดับวิญาณของเรา อาจจะผ่านช่องโหว่ของกำแพงเข้ามาก็ได้
วันนี้เป็นวันที่เท่าไรไม่รู้ เพราะผมไม่มีความจำเป็นต้องดูปฏิทิน ผมเบื่อ และผมก็เครียด วันนี้ก็มีคนตายเพราะผมอีกเช่นเคย หวังว่ากลิ่นสาปเหม็นๆ ของเลือดเหล่านั้น คงจะช่วยทำให้ผมได้พบครอบครัว หรือไม่เช่นนั้น มันก็การันตี ความอำมหิตของผม ผมจำศพแรกที่ผมยิงได้ ผมรู้สึกผิดและสงสาร ตอนนั้นผมคิดว่าผมไม่น่า มาอยู่ในสงครามนี้เลย คนที่ผมยิง เขาก็ไม่ได้มีความแค้นอะไรกับผม ผมต้องบีบคั้นหัวใจตัวเองเป็นเวลานาน กว่าจะจับปืนได้อีกครั้ง แต่นี่มัน 5 ปีแล้ว ที่ผมต้องอยู่ในสงครามบ้าๆ นี่ และสถานการณ์ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง คือ เลวร้ายเหมือนเดิม มันทำให้ผมไปยืนอยู่หน้าศัตรูที่ผมยิง แล้วตะโกนด้วยน้ำเสียงดุจมัจจุราชว่า รีบไปเถอะเพื่อน นรกกำลังรอ ผมไม่ใช่คนโหดเหี้ยม เพียงแต่สงครามมันทำให้ผมแข็งกร้าว ความหวังที่จะได้เจอครอบครัว คือสิ่งเดียว ที่เยียวยาหัวใจของผม เพราะสิ่งอื่นนอกจากนี้ไม่มีอะไรให้ผมต้องคิด
กองบัญชาการวิทยุมาบอกพวกเรา ให้รวมกลุ่มกัน และบอกพิกัดที่อยู่ของพวกเรา ตอนนี้เราจะใช้ปืนใหญ่ที่ตั้งห่างออกไป ประมาณ 42 กิโลเมตร ยิงเข้ามา ผมอดคิดไม่ได้ว่า การโจมตีครั้งนี้ เพื่อถล่มพวกต่อต้าน และเปิดทางให้พวกเราโต้กลับ หรือต้องการเคลียพื้นที่ เพื่อเสนารักษ์จะได้เข้ามาเก็บศพ ของพวกเราออกไปนับจำนวน นรกชัดๆ พวกมันมากันไม่หยุด ผมอยากจะออกไปกราดยิงใส่พวกมันแต่ทำไม่ได้ เราต้องประหยัดกระสุน
คืนนี้ก็เหมือนกับทุกๆ คืน เสียงปืนใหญ่ลูกแล้วลูกเล่า เสียงระเบิดและเสียงพังทลาย มันไม่ช่วยให้เรานอนได้เต็มอิ่มเลย ทุกคืนเราต้องคอยระวังกระสุนจากฝ่ายต่อต้าน แต่คืนนี้เราต้องระวังกระสุนจากฝ่ายพวกเรากันเอง ในการยิงปืนใหญ่ระยะไกล จำเป็นต้องยิงนัดแรกอย่างรอบคอบที่สุด เพราะนัดแรกจะเป็นตัววัดถึงความแม่นยำ แต่สำหรับพวกเราแล้ว นัดแรกที่พวกเราหวัง ก็คือ อย่าให้โดนพวกเดียวกันเอง เท่านั่นก็พอ จากนั้นเราก็วิทยุไปบอกว่านัดแรกเป็นอย่างไร และนัดที่สองให้เปลี่ยนพิกัดไปทิศทางใด พวกเราคำนวณ พิกัดได้อย่างไรน่ะหรือ พวกเราคอยเฝ้ามอง พวกต่อต้าน ว่ามันวิ่งออกจากจุดระเบิด ไปสู่ที่ตั้งใหม่ พวกมันวิ่งกันกี่ก้าว แล้วพวกเราก็นำเอาจำนวนก้าวของมัน มาคำนวณเป็นพิกัดอีกที ก่อนที่จะวิทยุไปบอกพวกเรา ให้เปลี่ยนพิกัดยิง
แต่คืนนี้พวกเราต้องพักผ่อน และเตรียมตัวให้พร้อม ไม่มีทางที่เราจะแพ้ หากเราพร้อมที่จะต่อสู้อีกครั้ง พรุ่งนี้เราจะต้องปฏิบัติหน้าที่อีก บางครั้ง นี่อาจจะเป็นกองกำลังชุดสุดท้ายของพวกต่อต้านแล้วก็ได้ สงครามจะได้จบซักที พรุ่งนี้จึงเป็นวันดีเดย์ของเรา เพราะพวกเราได้ข้อมูลมากพอ ที่จะบุกถึงผู้นำฝ่ายต่อต้านได้แล้ว พรุ่งนี้เราจะบุกพร้อมกัน ในตอนนี้หากให้ผมพูดอีกครั้ง ผมอยากบอกกับภรรยาและลูกของผม ว่าผมเสียใจ
สงครามนี้เป็นแค่ส่วนหนึ่งของชีวิตผม แต่ลูกและเมีย คือทั้งหมดของชีวิต ผู้รู้แล้วว่าครอบครัวนั้น ไม่สามารถสร้างได้ หากแต่มันต้องเกิดจากหัวใจ ทุกวันนี้ครอบครัวของผม กำลังจะฆ่าผม ด้วยความคิดคะนึงโหยหา ที่มันบาดหัวใจ ผมได้แต่ขอปาฏิหาริย์ ผมอยากจะให้สิ่งมหัศจรรย์อันดับ 8 ของโลก คือ รอยยิ้มของลูกและเมีย ที่ยืนอยู่เบื้องหน้า ผมคงทำได้แต่วิงวอน ให้เธอเข้มแข็งและอดทน เพื่อผ่านค้นคืนวัน อันโหดร้าย ขอให้เธอโอบกอบ และจูบลูกแทนผมด้วย
4 เดือนเต็มๆ ที่ผมพกไดอารี่เล่มนี้ และพยายามนั่งเขียนมันในยามว่าง วันดีเดย์ที่ผ่านไป พวกเราสามารถผ่านพ้นมาได้ ตอนนี้พวกต่อต้าน หมดประสิทธิภาพในการสู้รบแล้ว ยังคงมีแต่การปะทะกันประปรายทั่วไป ในที่สุดผมก็ได้ข่าวของภรรยาของผม พวกเขา ไปหลบอยู่ในป่า และเข้าร่วมกับฝ่ายต่อต้าน ภรรยาของผมเสียชีวิตไปแล้ว เธอเสียชีวิตไป โดยที่เธอยังไม่ได้คุยกับผมครั้งสุดท้าย เธอเสียชีวิตโดยที่เธอยังไม่รู้ ว่าเธอคือคนที่ดีที่สุดของผม ผมอยากจะให้เธอรับรู้ ว่าเธอคือเมียที่ดีที่สุด ทุกที่ ที่เราได้ไปด้วยกันมันช่างงดงาม เธอคือความอบอุ่นของผม ลูกของผมไม่ได้เรียนหนังสือ และก็ได้ไปเข้าร่วมกับพวกต่อต้านเหมือนกัน 3 วันก่อนที่เราจะย้ายที่ตั้งมั่น ผมได้พบกับลูกของผม มันเป็นช่วงเวลาที่สั้นมากๆ ไม่มีแม้โอกาสจะพูดอะไรกัน เมื่อผมอยู่ตรงกลางจัตุรัสกับเพื่อน 2 คน เพื่อนผมอยู่ที่มุมตึก ส่วนผมระวังอยู่ด้านหลัง ผมได้เห็นลูกของผมเดินเข้ามา พร้อมกับปืนอาก้าในมือ ผมพยายามบอกให้เขาวางปืนแล้ว ผมพยายามบอกให้เขารู้ ว่าผมไง นี่พ่อเองนะ แต่เขาคงจำไม่ได้ หรือไม่ก็โดนสงครามกินเหมือนกันผม วินาทีนั้นมันช่างทรมาน และยากยิ่งนัก ในขณะที่เวลาตัดสินใจ มันก็มีเพียงน้อยนิด ผมต้องตัดสินใจในช่วงเศษเสี้ยววินาที กระสุนนัดนั้น ที่ผมยิงออกไป มันได้ตัดหัวใจถึงสองดวงด้วยกัน ภาพของเด็กน้อยน่ารัก ที่ผมเคยอุ้ม เคยกอด เคยพร่ำบอกกับเขา ว่าผมนี่แหละจะส่งเขาเรียน ว่าผมจะคุ้มครองเขา กลิ่นของนมผงที่ผมเคยชงให้เขากิน แต่ว่า ผมกลับรับบทมัจจุราชผู้ฆ่าวิญาณของเขาซะเอง ภาพความทรงจำต่างๆ มันวิ่งแล่นเข้ามาใจหัวของผม มันวิ่งเข้ามาแบบไม่หยุด จนทำให้ผมยืนนิ่งเหมือนรูปปั้น ผมรู้ได้ทันทีว่า หัวใจของผมมันได้ตายไปแล้ว ที่เหลืออยู่คงเป็นร่างกายที่ไร้หัวใจของผม
ตอนนี้ผมอยู่บนรถไฟ จากสมรภูมิถึงวันนี้ เวลาก็ผ่านล่วงเลยมานานแล้ว เหตุการณ์ต่างๆ ก็คลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น มีกองกำลังสหประชาชาติ เข้ามารับหน้าที่ต่อ ในวันที่สงครามจบลง ผมไม่อยากให้มันจบด้วยซ้ำ เพราะไม่รู้ว่า ต่อไปผมจะทำอะไร และผมจะสามารถเล่าเรื่องนี้ให้ผู้อื่นฟังได้หรือไม่ ในตอนนี้ผมได้แต่งงานใหม่แล้ว และเธอผู้เป็นภรรยาใหม่ของผม พยายามถามถึงอดีตของผม แต่ผมไม่เคยบอกใคร แต่ความปวดร้าวของผม มันก็แสดงออกทางดวงตา จนคนอื่นสามารถรับรู้ได้ ภรรยาผมคนนี้เป็นเจ้าของคณะละครสัตว์ และตอนนี้ผมก็เป็นหัวหน้าคณะละครสัตว์ ผมชอบนั่งคุยกับสัตว์ เพราะรู้ว่ามันก็มีอดีตที่เลวร้ายเหมือนกับผม ทั้งมันและผม ต่างก็ต้องอยู่ต่อไป ด้วยหัวใจที่เดียวดาย

Tuesday, February 27, 2007, 02:50 PM - แอบอมยิ้ม
....... ช่วงนี้อากาศร้อนมากๆ หลายๆ คน ก็เพี้ยนๆ บ้าๆ บอๆ ความจริงผมเองก็ไม่ค่อยเชื่อเรื่องนี้หรอก ว่าความร้อนจะทำให้คนบ้าได้ จนมาเจอกับตัวเอง เพื่อนผมเองเลย ก็นั่งอยู่ด้วยกัน 2 คน กลาววันแดดเปรี้ยงๆ เลย มันมาหาว่าผมพูดกับมันเฉยเลย ท่าจะบ้าแล้วไอ้นี่ ผมไม่ได้พูดกับมันซักหน่อย ผมพูดคนเดียว พี่น้องว่ามันบ้าใหมล่ะ หาว่าผมพูดกับมันซะงั้น ผมยังบอกกับมันเลย "มึงไปตรวจประสาทได้แล้วนะ กูไม่ได้พูดกับมึงซักหน่อย กูพูดของกูคนเดียว" 
Sunday, February 18, 2007, 02:37 PM - ต้องรู้ให้ทัน
ต้องรู้ให้ทันในวันนี้ นอกจากเราจะต้องรู้ให้ทันคนอื่นแล้ว เรายังต้อง รู้ให้ทัน ตัวเราเองอีกด้วย คือรู้ให้ทันอารมณ์ของตนเอง เมื่อในยามที่คุณมีปัญหา ท้อแท้ ในชีวิต ด้วยปัญหาต่างๆ ที่รุมเร้าเข้ามา และเมื่อคุณแก้ปัญหาใหญ่ๆ ได้ ปัญหาเล็กๆ ที่เหลือ ก็พร้อมที่จะก่อตัวเป็นปัญหาใหญ่ๆ ขึ้นมาได้ทุกเมื่อ มันช่างน่าเศร้า และน่าท้อแท้ไหมล่ะ วันนี้เราจะไม่ถามปัญหาของคุณ ว่าคุณได้พบอะไรมาบ้าง เราจะไม่พูดถึงการตกระกำลำบากของคุณ ถึงแม้คุณ จะโดนหลอกไปขายตัวยังต่างแดน แทงหวยแล้วโดนแดกหมดตัว เอนทร้านซ์ไม่ติด แฟนคุณดันแอบรักกับเพื่อนสนิทของคุณ แม่เสียชีวิตเพราะโจรฆ่าชิงทรัพย์ พ่อโดนจับเพราะค้ายาบ้า หรือ แม้กระทั้งว่า หมาตัวรักของคุณ โดนสิบล้อมันเหยียบตาย ไม่ว่าคุณจะมีปัญหาแบบไหน เราก็ขอเป็นเอาใจช่วยคุณ ให้ผ่านปัญหานั้นไปได้ ข้อแนะนำเล็กๆ น้อยๆ สำหรับผู้ที่มีความทุกข์
1. กินแล้วก็นอน ในยามที่คุณพบปัญหาร้ายแรง สิ่งเดียวที่คุณต้องพยายามทำให้ได้ นั่นคือ คุณต้องทานอาหารที่มีประโยชน์ เราขอแนะนำ อาหารจำพวกเนื้อสัตว์และนม หากคุณไม่เป็นโรคเบาหวาน ขอแนะนำอาหารหวานด้วย หลายๆ คนอาจจะกินไม่ลง ซึ่งมีอยู่หลายสาเหตุ สาเหตุหลักๆ มากจาก กูไม่กิน กูจะอดตาย ประชดแม่งไปเลย เหตุผลแบบนี้เลิกเถอะนะคนดี มันไม่ดีกับตัวคุณเลย เรื่องอะไรคุณจะต้องไปอดอาหาร เพื่อคนที่ไม่เคยสนใจคุณด้วย คุณอาจจะคิดว่า คุณทุ่มเท คุณให้ไปหลายอย่าง แต่เชื่อเถอะว่า สิ่งดีๆ ที่คุณได้ทำไปนั้น มันไม่ได้ไปอยู่ที่ใคร ความดีที่คุณได้สร้างสรรค์ไป มันโหยหาและจะกลับมาหาคุณในที่สุด เพราะมันคือตัวคุณ และมันจะสถิตอยู่ในตัวคุณ เหตุผลต่อมาของการกินไม่ลง เป็นเพราะความเครียดสะสม ทำให้สมองมีการหลั่งสารเคมีบางชนิด ซึ่งมีผลทำให้คุณเบื่ออาหาร วิธีที่จะช่วยให้บรรเทาได้ เมื่อคุณอยู่หน้าโต๊ะอาหาร ขอแนะนำว่า อย่าคิดเรื่องอื่น อย่าให้มีเรื่องในใจ และเพ่งมองไปที่อาหาร คิดว่าคุณต้องกินมัน รสชาติของมันช่างหอมหวาน แล้วก็พยายามกินมันซะ เรื่องนอนก็เช่นกัน หากคุณกินอิ่มแล้ว จะช่วยเรื่องนอนได้ไม่ยาก หากนอนไม่หลับ ก็ ...... ทำตามที่ชาวบ้านเขาบอกแหละ อ่านหนังสือ ดูทีวี แต่อย่าลืม ต้องกินแล้วนอน
2. ต้องมีชีวิตอยู่ให้ผ่านช่วงเวลานี้ไป คุณต้องจำไว้เสมอว่า คุณต้องคงอยู่ ให้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่สุดแสนทารุณนี้ไปให้ได้ ไม่ต้องคิดว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร ขอแค่เพียงคุณ ยังคงอยู่ เมื่อเวลาผ่านไป คุณจะพบกับทางแก้ไขปัญหาเอง เพราะว่าในช่วงที่คุณพบกับปัญหาร้ายแรง คุณจะคิดอะไรไม่ออก ด้วยความเสียใจ ความเครียด ที่มันครอบงำคุณอยู่ หากคุณผ่านช่วงเวลานี้ไป เชื่อเถอะคุณจะคิดออกเอง ว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร คุณต้องพยายามมองโลกในแง่ดี เพราะคนที่มองโลกในแง่ร้าย เมื่อพบทางออก ก็เจอปัญหาต่างๆ อีกมายมาย แต่คนมองโลกในแง่ดี มักจะพบโอกาส ในปัญหาที่เขาเจอ และสิ่งหนึ่ง ที่คุณต้องเฝ้าบอกตัวเองไว้ คุณจงเชื่อมั่นเถิดว่า วันพรุ่งนี้ต้องดีกว่าวันนี้ เมื่อแสงอรุณรุ่งของวันใหม่ คุณจะต้องได้พบกับสิ่งที่ดีๆ จงเชื่อเถอะ
3. มองให้เห็นข้อดีในตนเอง แท้จริงแล้วคุณเองก็มีความดีอยู่ในตัวคุณ มีความพิเศษ ความมหัศจรรย์ ในตัวของคุณ บางครั้ง ปัญหาไม่ได้เกิดจากตัวคุณ หากแต่เกิดจากคนรอบข้างของคุณ แล้วทำไม่ล่ะ ทำไมคุณ ถึงได้ปล่อยให้คนอื่น เข้ามามีอิทธิพลต่อชีวิตของคุณขนาดนั้น คุณไม่จำเป็นต้องให้ คำพูดของคนอื่น เข้ามาสร้างความโศกเศร้าให้แก่หัวใจอันดีงามของคุณเลย มันใจในตัวเอง ว่าคุณเป็นผู้ที่ถูกเลือกแล้ว ทุกวันนี้มีผู้คนล้มตายจำนวนมาก ในหนึ่งวันมีคนตายทั่วโลก มากกว่าที่คุณคิด และบางครั้งก็ตายแบบไม่น่าตาย แต่การที่คุณยังมีชีวิตอยู่ได้จนทุกวันนี้ นั่นคือคุณมีดีพอ ที่จะมีชีวิตอยู่ เมื่อคุณลุกขึ้น และก้าวออกไป คุณจะพบกับความหมายใหม่ในชีวิต ขอกำลังใจจงอยู่กับคุณ
ทางชนะกำหนดที่ใจ ทุกก้าวที่มุ่งไปกำหนดชีวิต

Tuesday, February 13, 2007, 01:39 PM - แอบอมยิ้ม
แอบอมยิ้มในวันนี้ เราไม่ได้หวังให้คุณ ขำก้าก ฮากลิ้ง ขำข้ามคืน ฮาข้ามตำบล ขอเพียงแค่คุณมีรอยยิ้มบ้าง เท่านั้นก็พอ ดูข่าวเครียดๆ ในสังคมบ้านเรา มันก็เครียดเข้าไปอีก เลยไปนั่งฟังเพลงในเครื่องคอม ก็มีเพลงบางเพลงที่ทำให้คนฆ่าตัวตายอีก ทีนี้เราต้องหาเพลงมาแก้ ว่าแล้ว ก็เจออยู่เพลงหนึ่ง เป็นเพลงที่สามารถ ช่วยชีวิตคนได้ ชื่อว่าเพลง ดาวประดับฟ้า ของ แมว จิระศักดิ์ ปานพุ่ม จินตนาการ ตัวอย่าง
ผู้หญิงคนหนึ่งกำลังจะกระโดดตึก แทนที่ตำรวจ จะตะโกนใส่โทรโข่ง ก็เปลี่ยนเป็นเปิดเพลง ดาวประดับฟ้าให้เขาฟังแทน เริ่มแรกเอาท่อนเกริ่นไปก่อนเลย "แค่รออยู่ตรงนั้น จะปืนขึ้นไปหา" เป็นการบอกให้เธอหยุดคิดซักนิด เดี่ยวเจ้าหน้าที่จะขึ้นไป "ไม่ต้องลอยลงมา อยู่บนฟ้านั่นแหละดี" ตรงนี้เนื้อเพลงบอกอย่างชัดเจน ไม่ต้องลอยลงมา อยู่บนฟ้า หรือบนดาดฟ้าตึกนั่นแหละดีแล้ว "เป็นดาวประดับฟ้า รอคนรักจริงคนนี้" ตรงนี้แจ่มเลย บอกเลยว่าเป็นดาวหรือดาราหน้ากล้องอยู่บนดาดฟ้าก่อนนะ รอเจ้าหน้าที่คนนี้ก่อน "ต้องมีซักวัน จะไปให้ถึงที่ตรงนั้น ไปอยู่เคียงข้างเธอ " จับใจความได้ว่า ต้องมีซักวัน ที่จะปืนไปถึงตรงดาดฟ้า ไปอยู่เคียงข้างเธอ ก็แบบว่า เข้าชาร์ตนิดหน่อย อีกทั้งเพลงนี้ พี่แมวของเรา ยังร้องด้วยเสียงตะโกนโหยหวนอีกด้วย เพื่อให้ได้ยินถึงยอดตึก อันนี้พี่แมว จะเคยเป็นหน่วยกู้ชีพมาก่อนหรือป่าว เราก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน ดังนั้น สรุปได้ว่า เพลงนี้ น่าจะบรรจุเข้าใจหน่วยงานราชการ
ปล. ไม่เคยคิดอะไรนานเท่านี้มาก่อนเลย
Sunday, February 11, 2007, 12:13 PM - ต้องรู้ให้ทัน

....... ความแปลก นั้นเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาในสังคม โดยที่สังคมจะเป็นตัวกำหนด ว่าเรื่องใดความแปลก เรื่องใดเป็นเรื่องธรรมดา หากแต่ว่า เรื่องเหล่านั้น ความจริงแล้วอาจจะไม่ใช่เรื่องที่แปลกก็ได้ เรื่องที่ธรรมดาบางเรื่อง อาจจะเป็นเรื่องที่แปลกสำหรับอีกสังคมหนึ่งก็ได้ คนไทยมันสอนลูกให้เดิน ตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 1 ขวบ เรื่องนี้แปลกมาก ถ้าเราไปอยู่ที่ญี่ปุ่น เพราะคนญี่ปุ่นบางกลุ่ม มีความเชื่อว่า หากลูกเดินได้ก่อนอายุ 1 ขวบ เมื่อเขาโตขึ้นเขาจะไปทำงาน จากพ่อแม่ไปไกล
....... บางครั้งความแปลกนั้น ก็นำมาซึ่งการเห็นผิดเป็นชอบ เห็นชั่วเป็นดี เป็นการปลูกฝังที่ผิดๆ ก็มี เช่น คนอเมริกา หลังจากโดนเครื่องบินชนตึก ก็สอนให้ลูกของตนเองอ่อนโยน เป็นคนดี แต่ คนไทยบางกลุ่ม สอนลูกให้เป็นโจร ด้วยเหตุที่ว่า คุณยาย เอาขนมวางไว้บนหลังตู้เย็น เจ้าเด็กน้อย ไปหาเก้าอี้มา แล้วขึ้นไปยืนแอบหยิบขนมนั้นมากินได้ เมื่อยายมาเห็น แทนที่จะต่อว่า กลับบอกว่า ดูซิ มันเก่งจริงๆ ตัวแค่นี้ รู้จักขโมยหาของกินเองแล้ว ใช่ครับ เด็กก็คือเด็ก มันอาจจะไม่มีผล ในความคิดของคุณ เราลองมาดูที่บ้านคุณยายคนนี้ต่อ คราวนี้มีแขกมาเยี่ยมบ้านครับ เจ้าเด็กน้อย ก็ยกน้ำดื่มมาให้แขก แทนที่คุณยายจะชม แต่แกกลับบอกว่า ดูซิ ทำเป็นยกน้ำมาให้ ตอแหลจริงๆ เลย แล้วเด็กที่ต้องอยู่กับการสั่งสอนแบบนี้จนโต มีโอกาสเสี่ยงสูง ที่จะกระทำในสิ่งที่ผิด เรื่องราวของการสั่งสอนแบบนี้ ความจริงแล้ว น่าจะเป็นเรื่องที่แปลก แต่กลับเป็นที่ยอมรับในสังคมไทย
....... ดังนั้นอย่างไรก็ดี ในการทำสิ่งใดก็ตามควรใช้เหตุผล มากกว่าคำว่าแปลก
Back Next


ปฏิทิน



