Loneliness หัวใจนี้เดียวดาย 
Saturday, March 3, 2007, 11:03 AM - เรื่องเล่า ความจริงที่โกหก
ผมหวังว่าคุณคงจะอ่านลายมือของผมออก ผมเป็นทหาร และตอนนี้ผมก็อยู่ในสงครามกลางเมือง สงครามแทบจะกลืนกินชีวิตของผม ไปจนหมดสิ้น ผมจะไม่บอกว่าผมมาติดอยู่ในสงครามนี้ ได้อย่างไร แต่ผมจะเล่าเรื่องเดียวที่ผมยังจำได้ และยังคงติดอยู่ในหัวใจของผม เรื่องมีอยู่ว่า ก่อนหน้าที่จะมีสงครามกลางเมือง ในตอนที่ทุกอย่างสงบสุข ตอนที่กลางคืนเป็นเวลาหลับนอน และมีความสุขกับภรรยา ไม่ใช่เวลาที่ผมจะต้องผวาตื่น ตอนที่รุ่งเช้าจะมีแสงแดดอ่อน โลมเลียมาบนที่นอนของผม ไม่ใช่เสียงจรวด RPG วิ่งมากระแทกที่กำแพงตึก ผมกับภรรยาแต่งงานกัน เรามีลูกด้วยกัน 2 คน แต่ก็เหมือนมีลูกเพียงคนเดียว เพราะผมได้เสียสิทธิ์การเลี้ยงดูลูก หลังจากที่ผมใด้เซ็นต์ให้ผู้อื่น เข้ามามีสิทธิ์เป็นพ่อแม่บุญธรรม แต่ผมกับภรรยาก็ยังมีลูกชายคนโตอยู่ พวกเราทำงานในเมืองอื่น ช่วงวัดหยุด เราตัดสินใจเดินทางกลับมาเยี่ยมบ้านเกิดของภรรยา จากนั้นไม่นาน ผมก็ได้รับรู้ถึงความคิดอันสุดชั่วช้า ของญาติฝ่ายภรรยาผม ผมทนไม่ได้ และเรื่องนั่นก็นำมาสู่การแยกทางของเรา ลูกคนโตของผม ไม่ได้อยู่กับผม เพราะผมไม่มีความสามารถนำมาได้ ก็ที่นี่มันถิ่นของเขา พวกเขาทั้งนั้น ในเวลานั้น ผมจำได้ว่า ผมเหมือนหมดสิ้นทุกอย่าง ผมไม่รู้จะไปที่ไหน มันทำให้ผมรู้ว่า เวลาของครอบครัวไม่ใช่ ความน่ารำคาญ หากแต่มันคือความอบอุ่น ที่มนุษย์คนนึงจะพึงหาได้บนโลกใบนี้ โลกของผมเหมือนมืดไปหมด ผมเศร้าโศกเสียใจอยู่นานมาก จนความเสียใจมันหมดไป อาจเป็นเพราะผมเข้มแข็งขึ้น หรือไม่ก็เพราะผมเบื่อหน่ายกับความเสียใจ จากนั้นไม่นาน เมืองนี้ก็เกิดสงครามกลางเมืองขึ้น โอกาสที่ผมจะได้เจอภรรยากับลูกแทบจะไม่มีเลย เพราะสงครามทำให้ผู้คนพากันหลบหนี พากันย้ายไปหลบซ่อนตัวในป่า แล้วใช้เมืองเป็นสนามรบ ทางฝ่ายรัฐบาลได้เปิดรับทหารกองอาสา ผมจึงเข้ารับการฝึกเป็นทหาร เพราะนั่นเป็นทางเดียวที่จะทำให้ผม อยู่ในเมืองนี้ได้ เป็นทางเดียวที่จะทำให้ผม ได้พบกับภรรยากับลูกอีกครั้ง

จนวันนี้ เวลาก็ผ่านมาถึง 5 ปีแล้ว ผมยังมีชีวิตอยู่ และอยู่ในกลุ่มของทหารฝีมือดี ทุกๆ สมรภูมิ ที่ผ่านมาผมอาสาเป็นแนวหน้าตลอด ผมวิ่งเข้าใส่ข้าศึก ไม่ใช่เพราะความกล้า แต่เพราะโลกของผมมันมืดดับ ผมจะต้องก้าวออกไปหาแสงตะวัน เพื่อค้นหาว่าที่อยู่ตรงหน้านั้นมีภรรยากับลูกของผมอยู่บ้างหรือป่าว หากไม่มี ผมก็ต้องอยู่รอด อยู่รอดเพื่อวันรุ่งขึ้นผมจะได้ก้าวออกไปค้าหาแสงตะวันอีก แต่นั่นก็ 5 ปีแล้ว ผมยังไม่ได้เจอลูกเมียผมเลย และตอนนี้ผมกับเพื่อนทหารด้วยกัน ก็กำลังตกเป็นฝ่ายตั้งรับ เมื่อคืนนี้ฝ่ายต่อต้านได้ระเบิดสะพาน และเข้ายึดสถานที่สำคัญบางจุด ตอนนี้เสบียงของพวกเราถูกตัดขาด ผมไม่รู้ว่าพวกเขาไปหาคนมาจากไหน พวกเขาไม่มีชุดทหารเหมือนเรา เป็นชาวบ้านที่จับปืนสู้กับเรา แต่พวกเขามีมากเหลือเกิน พวกเขาหลั่งไหลมากันตลอด ตอนนี้ฝ่ายต่อต้านที่อยู่ด้านนอกพยายามบุกเข้ามา พวกเราต้องผลัดกันออกไปยิงสกัดไว้ที่ด้านนอก เสียงปืน เสียงระเบิด และลูกกระสุนที่พุ่งเข้ามา บางครั้งมันก็ทำให้ประสาทของผมแทบบ้าได้เหมือนกัน ผมไม่รู้ว่ามันมาจากทางไหนบ้าง เพราะมันมีมากเหลือเกิน เมื่อได้ยินเสียงปืน หรือมีกระสุนเฉียดมา เราจะพยายามมองหาแสง แล้วยิงไปที่จุดนั้น เพราะแสงนั้นอาจจะเป็น แสงจากปืนของฝ่ายต่อต้าน นั่นเป็นสิ่งพวกเราทำกันในเวลาที่ตกอยู่ในดงกระสุน เพราะพวกเราไม่มีเวลามองขึ้นไปในหน้าต่างชั้นสอง หรือยอดตึก ว่ามีฝ่ายต่อต้านดักยิงหรือป่าว พวกเราไม่มีเวลาวางแผนด้วยซ้ำ พวกเขามีมากจริงๆ ตอนนี้พวกเราต้องเป็นฝ่ายตั้งรับการโจมตีอย่างหนักของพวกเขา บางคนอาจจะคิดว่าพวกเราหลบซ่อนกันเหมือนในหนัง แต่ของจริงมันไม่เหมือนกัน ด้านกำแพงน่ะหรือ พวกเราไม่สามารถพิงกำแพงได้ เพราะถ้าพวกเขายิง RPG เข้ามา กำแพง อาจจะพังใส่เรา แต่ถ้ากำแพงไม่พังลงมา แรงสะเทือนของมันก็ทำให้เราบาดเจ็บได้ และเสียงของมันทำให้ทำให้ปวดหู และหูดับได้ การพิงกำแพงจึงใช้ไม่ได้สำหรับพวกเรา พวกเราต้องออกห่างกำแพง และคอยดูตามช่องโหว่ต่างๆ ด้วย เพราะกระสุนนัดเดียวที่ดับวิญาณของเรา อาจจะผ่านช่องโหว่ของกำแพงเข้ามาก็ได้

วันนี้เป็นวันที่เท่าไรไม่รู้ เพราะผมไม่มีความจำเป็นต้องดูปฏิทิน ผมเบื่อ และผมก็เครียด วันนี้ก็มีคนตายเพราะผมอีกเช่นเคย หวังว่ากลิ่นสาปเหม็นๆ ของเลือดเหล่านั้น คงจะช่วยทำให้ผมได้พบครอบครัว หรือไม่เช่นนั้น มันก็การันตี ความอำมหิตของผม ผมจำศพแรกที่ผมยิงได้ ผมรู้สึกผิดและสงสาร ตอนนั้นผมคิดว่าผมไม่น่า มาอยู่ในสงครามนี้เลย คนที่ผมยิง เขาก็ไม่ได้มีความแค้นอะไรกับผม ผมต้องบีบคั้นหัวใจตัวเองเป็นเวลานาน กว่าจะจับปืนได้อีกครั้ง แต่นี่มัน 5 ปีแล้ว ที่ผมต้องอยู่ในสงครามบ้าๆ นี่ และสถานการณ์ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง คือ เลวร้ายเหมือนเดิม มันทำให้ผมไปยืนอยู่หน้าศัตรูที่ผมยิง แล้วตะโกนด้วยน้ำเสียงดุจมัจจุราชว่า รีบไปเถอะเพื่อน นรกกำลังรอ ผมไม่ใช่คนโหดเหี้ยม เพียงแต่สงครามมันทำให้ผมแข็งกร้าว ความหวังที่จะได้เจอครอบครัว คือสิ่งเดียว ที่เยียวยาหัวใจของผม เพราะสิ่งอื่นนอกจากนี้ไม่มีอะไรให้ผมต้องคิด

กองบัญชาการวิทยุมาบอกพวกเรา ให้รวมกลุ่มกัน และบอกพิกัดที่อยู่ของพวกเรา ตอนนี้เราจะใช้ปืนใหญ่ที่ตั้งห่างออกไป ประมาณ 42 กิโลเมตร ยิงเข้ามา ผมอดคิดไม่ได้ว่า การโจมตีครั้งนี้ เพื่อถล่มพวกต่อต้าน และเปิดทางให้พวกเราโต้กลับ หรือต้องการเคลียพื้นที่ เพื่อเสนารักษ์จะได้เข้ามาเก็บศพ ของพวกเราออกไปนับจำนวน นรกชัดๆ พวกมันมากันไม่หยุด ผมอยากจะออกไปกราดยิงใส่พวกมันแต่ทำไม่ได้ เราต้องประหยัดกระสุน

คืนนี้ก็เหมือนกับทุกๆ คืน เสียงปืนใหญ่ลูกแล้วลูกเล่า เสียงระเบิดและเสียงพังทลาย มันไม่ช่วยให้เรานอนได้เต็มอิ่มเลย ทุกคืนเราต้องคอยระวังกระสุนจากฝ่ายต่อต้าน แต่คืนนี้เราต้องระวังกระสุนจากฝ่ายพวกเรากันเอง ในการยิงปืนใหญ่ระยะไกล จำเป็นต้องยิงนัดแรกอย่างรอบคอบที่สุด เพราะนัดแรกจะเป็นตัววัดถึงความแม่นยำ แต่สำหรับพวกเราแล้ว นัดแรกที่พวกเราหวัง ก็คือ อย่าให้โดนพวกเดียวกันเอง เท่านั่นก็พอ จากนั้นเราก็วิทยุไปบอกว่านัดแรกเป็นอย่างไร และนัดที่สองให้เปลี่ยนพิกัดไปทิศทางใด พวกเราคำนวณ พิกัดได้อย่างไรน่ะหรือ พวกเราคอยเฝ้ามอง พวกต่อต้าน ว่ามันวิ่งออกจากจุดระเบิด ไปสู่ที่ตั้งใหม่ พวกมันวิ่งกันกี่ก้าว แล้วพวกเราก็นำเอาจำนวนก้าวของมัน มาคำนวณเป็นพิกัดอีกที ก่อนที่จะวิทยุไปบอกพวกเรา ให้เปลี่ยนพิกัดยิง

แต่คืนนี้พวกเราต้องพักผ่อน และเตรียมตัวให้พร้อม ไม่มีทางที่เราจะแพ้ หากเราพร้อมที่จะต่อสู้อีกครั้ง พรุ่งนี้เราจะต้องปฏิบัติหน้าที่อีก บางครั้ง นี่อาจจะเป็นกองกำลังชุดสุดท้ายของพวกต่อต้านแล้วก็ได้ สงครามจะได้จบซักที พรุ่งนี้จึงเป็นวันดีเดย์ของเรา เพราะพวกเราได้ข้อมูลมากพอ ที่จะบุกถึงผู้นำฝ่ายต่อต้านได้แล้ว พรุ่งนี้เราจะบุกพร้อมกัน ในตอนนี้หากให้ผมพูดอีกครั้ง ผมอยากบอกกับภรรยาและลูกของผม ว่าผมเสียใจ

สงครามนี้เป็นแค่ส่วนหนึ่งของชีวิตผม แต่ลูกและเมีย คือทั้งหมดของชีวิต ผู้รู้แล้วว่าครอบครัวนั้น ไม่สามารถสร้างได้ หากแต่มันต้องเกิดจากหัวใจ ทุกวันนี้ครอบครัวของผม กำลังจะฆ่าผม ด้วยความคิดคะนึงโหยหา ที่มันบาดหัวใจ ผมได้แต่ขอปาฏิหาริย์ ผมอยากจะให้สิ่งมหัศจรรย์อันดับ 8 ของโลก คือ รอยยิ้มของลูกและเมีย ที่ยืนอยู่เบื้องหน้า ผมคงทำได้แต่วิงวอน ให้เธอเข้มแข็งและอดทน เพื่อผ่านค้นคืนวัน อันโหดร้าย ขอให้เธอโอบกอบ และจูบลูกแทนผมด้วย

4 เดือนเต็มๆ ที่ผมพกไดอารี่เล่มนี้ และพยายามนั่งเขียนมันในยามว่าง วันดีเดย์ที่ผ่านไป พวกเราสามารถผ่านพ้นมาได้ ตอนนี้พวกต่อต้าน หมดประสิทธิภาพในการสู้รบแล้ว ยังคงมีแต่การปะทะกันประปรายทั่วไป ในที่สุดผมก็ได้ข่าวของภรรยาของผม พวกเขา ไปหลบอยู่ในป่า และเข้าร่วมกับฝ่ายต่อต้าน ภรรยาของผมเสียชีวิตไปแล้ว เธอเสียชีวิตไป โดยที่เธอยังไม่ได้คุยกับผมครั้งสุดท้าย เธอเสียชีวิตโดยที่เธอยังไม่รู้ ว่าเธอคือคนที่ดีที่สุดของผม ผมอยากจะให้เธอรับรู้ ว่าเธอคือเมียที่ดีที่สุด ทุกที่ ที่เราได้ไปด้วยกันมันช่างงดงาม เธอคือความอบอุ่นของผม ลูกของผมไม่ได้เรียนหนังสือ และก็ได้ไปเข้าร่วมกับพวกต่อต้านเหมือนกัน 3 วันก่อนที่เราจะย้ายที่ตั้งมั่น ผมได้พบกับลูกของผม มันเป็นช่วงเวลาที่สั้นมากๆ ไม่มีแม้โอกาสจะพูดอะไรกัน เมื่อผมอยู่ตรงกลางจัตุรัสกับเพื่อน 2 คน เพื่อนผมอยู่ที่มุมตึก ส่วนผมระวังอยู่ด้านหลัง ผมได้เห็นลูกของผมเดินเข้ามา พร้อมกับปืนอาก้าในมือ ผมพยายามบอกให้เขาวางปืนแล้ว ผมพยายามบอกให้เขารู้ ว่าผมไง นี่พ่อเองนะ แต่เขาคงจำไม่ได้ หรือไม่ก็โดนสงครามกินเหมือนกันผม วินาทีนั้นมันช่างทรมาน และยากยิ่งนัก ในขณะที่เวลาตัดสินใจ มันก็มีเพียงน้อยนิด ผมต้องตัดสินใจในช่วงเศษเสี้ยววินาที กระสุนนัดนั้น ที่ผมยิงออกไป มันได้ตัดหัวใจถึงสองดวงด้วยกัน ภาพของเด็กน้อยน่ารัก ที่ผมเคยอุ้ม เคยกอด เคยพร่ำบอกกับเขา ว่าผมนี่แหละจะส่งเขาเรียน ว่าผมจะคุ้มครองเขา กลิ่นของนมผงที่ผมเคยชงให้เขากิน แต่ว่า ผมกลับรับบทมัจจุราชผู้ฆ่าวิญาณของเขาซะเอง ภาพความทรงจำต่างๆ มันวิ่งแล่นเข้ามาใจหัวของผม มันวิ่งเข้ามาแบบไม่หยุด จนทำให้ผมยืนนิ่งเหมือนรูปปั้น ผมรู้ได้ทันทีว่า หัวใจของผมมันได้ตายไปแล้ว ที่เหลืออยู่คงเป็นร่างกายที่ไร้หัวใจของผม

ตอนนี้ผมอยู่บนรถไฟ จากสมรภูมิถึงวันนี้ เวลาก็ผ่านล่วงเลยมานานแล้ว เหตุการณ์ต่างๆ ก็คลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น มีกองกำลังสหประชาชาติ เข้ามารับหน้าที่ต่อ ในวันที่สงครามจบลง ผมไม่อยากให้มันจบด้วยซ้ำ เพราะไม่รู้ว่า ต่อไปผมจะทำอะไร และผมจะสามารถเล่าเรื่องนี้ให้ผู้อื่นฟังได้หรือไม่ ในตอนนี้ผมได้แต่งงานใหม่แล้ว และเธอผู้เป็นภรรยาใหม่ของผม พยายามถามถึงอดีตของผม แต่ผมไม่เคยบอกใคร แต่ความปวดร้าวของผม มันก็แสดงออกทางดวงตา จนคนอื่นสามารถรับรู้ได้ ภรรยาผมคนนี้เป็นเจ้าของคณะละครสัตว์ และตอนนี้ผมก็เป็นหัวหน้าคณะละครสัตว์ ผมชอบนั่งคุยกับสัตว์ เพราะรู้ว่ามันก็มีอดีตที่เลวร้ายเหมือนกับผม ทั้งมันและผม ต่างก็ต้องอยู่ต่อไป ด้วยหัวใจที่เดียวดาย



add comment   |   ( 3 / 283 )

อากาศ ร้อน เพื่อน เลย บ้า 
Tuesday, February 27, 2007, 02:50 PM - แอบอมยิ้ม
....... ช่วงนี้อากาศร้อนมากๆ หลายๆ คน ก็เพี้ยนๆ บ้าๆ บอๆ ความจริงผมเองก็ไม่ค่อยเชื่อเรื่องนี้หรอก ว่าความร้อนจะทำให้คนบ้าได้ จนมาเจอกับตัวเอง เพื่อนผมเองเลย ก็นั่งอยู่ด้วยกัน 2 คน กลาววันแดดเปรี้ยงๆ เลย มันมาหาว่าผมพูดกับมันเฉยเลย ท่าจะบ้าแล้วไอ้นี่ ผมไม่ได้พูดกับมันซักหน่อย ผมพูดคนเดียว พี่น้องว่ามันบ้าใหมล่ะ หาว่าผมพูดกับมันซะงั้น ผมยังบอกกับมันเลย "มึงไปตรวจประสาทได้แล้วนะ กูไม่ได้พูดกับมึงซักหน่อย กูพูดของกูคนเดียว"



add comment ( 2 views )   |   ( 3 / 230 )

feel dejected ท้อแท้ 
Sunday, February 18, 2007, 02:37 PM - ต้องรู้ให้ทัน
                  ต้องรู้ให้ทันในวันนี้ นอกจากเราจะต้องรู้ให้ทันคนอื่นแล้ว เรายังต้อง รู้ให้ทัน ตัวเราเองอีกด้วย คือรู้ให้ทันอารมณ์ของตนเอง เมื่อในยามที่คุณมีปัญหา ท้อแท้ ในชีวิต ด้วยปัญหาต่างๆ ที่รุมเร้าเข้ามา และเมื่อคุณแก้ปัญหาใหญ่ๆ ได้ ปัญหาเล็กๆ ที่เหลือ ก็พร้อมที่จะก่อตัวเป็นปัญหาใหญ่ๆ ขึ้นมาได้ทุกเมื่อ มันช่างน่าเศร้า และน่าท้อแท้ไหมล่ะ วันนี้เราจะไม่ถามปัญหาของคุณ ว่าคุณได้พบอะไรมาบ้าง เราจะไม่พูดถึงการตกระกำลำบากของคุณ ถึงแม้คุณ จะโดนหลอกไปขายตัวยังต่างแดน แทงหวยแล้วโดนแดกหมดตัว เอนทร้านซ์ไม่ติด แฟนคุณดันแอบรักกับเพื่อนสนิทของคุณ แม่เสียชีวิตเพราะโจรฆ่าชิงทรัพย์ พ่อโดนจับเพราะค้ายาบ้า หรือ แม้กระทั้งว่า หมาตัวรักของคุณ โดนสิบล้อมันเหยียบตาย ไม่ว่าคุณจะมีปัญหาแบบไหน เราก็ขอเป็นเอาใจช่วยคุณ ให้ผ่านปัญหานั้นไปได้

ข้อแนะนำเล็กๆ น้อยๆ สำหรับผู้ที่มีความทุกข์

                  1. กินแล้วก็นอน ในยามที่คุณพบปัญหาร้ายแรง สิ่งเดียวที่คุณต้องพยายามทำให้ได้ นั่นคือ คุณต้องทานอาหารที่มีประโยชน์ เราขอแนะนำ อาหารจำพวกเนื้อสัตว์และนม หากคุณไม่เป็นโรคเบาหวาน ขอแนะนำอาหารหวานด้วย หลายๆ คนอาจจะกินไม่ลง ซึ่งมีอยู่หลายสาเหตุ สาเหตุหลักๆ มากจาก กูไม่กิน กูจะอดตาย ประชดแม่งไปเลย เหตุผลแบบนี้เลิกเถอะนะคนดี มันไม่ดีกับตัวคุณเลย เรื่องอะไรคุณจะต้องไปอดอาหาร เพื่อคนที่ไม่เคยสนใจคุณด้วย คุณอาจจะคิดว่า คุณทุ่มเท คุณให้ไปหลายอย่าง แต่เชื่อเถอะว่า สิ่งดีๆ ที่คุณได้ทำไปนั้น มันไม่ได้ไปอยู่ที่ใคร ความดีที่คุณได้สร้างสรรค์ไป มันโหยหาและจะกลับมาหาคุณในที่สุด เพราะมันคือตัวคุณ และมันจะสถิตอยู่ในตัวคุณ เหตุผลต่อมาของการกินไม่ลง เป็นเพราะความเครียดสะสม ทำให้สมองมีการหลั่งสารเคมีบางชนิด ซึ่งมีผลทำให้คุณเบื่ออาหาร วิธีที่จะช่วยให้บรรเทาได้ เมื่อคุณอยู่หน้าโต๊ะอาหาร ขอแนะนำว่า อย่าคิดเรื่องอื่น อย่าให้มีเรื่องในใจ และเพ่งมองไปที่อาหาร คิดว่าคุณต้องกินมัน รสชาติของมันช่างหอมหวาน แล้วก็พยายามกินมันซะ เรื่องนอนก็เช่นกัน หากคุณกินอิ่มแล้ว จะช่วยเรื่องนอนได้ไม่ยาก หากนอนไม่หลับ ก็ ...... ทำตามที่ชาวบ้านเขาบอกแหละ อ่านหนังสือ ดูทีวี แต่อย่าลืม ต้องกินแล้วนอน

                  2. ต้องมีชีวิตอยู่ให้ผ่านช่วงเวลานี้ไป คุณต้องจำไว้เสมอว่า คุณต้องคงอยู่ ให้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่สุดแสนทารุณนี้ไปให้ได้ ไม่ต้องคิดว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร ขอแค่เพียงคุณ ยังคงอยู่ เมื่อเวลาผ่านไป คุณจะพบกับทางแก้ไขปัญหาเอง เพราะว่าในช่วงที่คุณพบกับปัญหาร้ายแรง คุณจะคิดอะไรไม่ออก ด้วยความเสียใจ ความเครียด ที่มันครอบงำคุณอยู่ หากคุณผ่านช่วงเวลานี้ไป เชื่อเถอะคุณจะคิดออกเอง ว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร คุณต้องพยายามมองโลกในแง่ดี เพราะคนที่มองโลกในแง่ร้าย เมื่อพบทางออก ก็เจอปัญหาต่างๆ อีกมายมาย แต่คนมองโลกในแง่ดี มักจะพบโอกาส ในปัญหาที่เขาเจอ และสิ่งหนึ่ง ที่คุณต้องเฝ้าบอกตัวเองไว้ คุณจงเชื่อมั่นเถิดว่า วันพรุ่งนี้ต้องดีกว่าวันนี้ เมื่อแสงอรุณรุ่งของวันใหม่ คุณจะต้องได้พบกับสิ่งที่ดีๆ จงเชื่อเถอะ

                  3. มองให้เห็นข้อดีในตนเอง แท้จริงแล้วคุณเองก็มีความดีอยู่ในตัวคุณ มีความพิเศษ ความมหัศจรรย์ ในตัวของคุณ บางครั้ง ปัญหาไม่ได้เกิดจากตัวคุณ หากแต่เกิดจากคนรอบข้างของคุณ แล้วทำไม่ล่ะ ทำไมคุณ ถึงได้ปล่อยให้คนอื่น เข้ามามีอิทธิพลต่อชีวิตของคุณขนาดนั้น คุณไม่จำเป็นต้องให้ คำพูดของคนอื่น เข้ามาสร้างความโศกเศร้าให้แก่หัวใจอันดีงามของคุณเลย มันใจในตัวเอง ว่าคุณเป็นผู้ที่ถูกเลือกแล้ว ทุกวันนี้มีผู้คนล้มตายจำนวนมาก ในหนึ่งวันมีคนตายทั่วโลก มากกว่าที่คุณคิด และบางครั้งก็ตายแบบไม่น่าตาย แต่การที่คุณยังมีชีวิตอยู่ได้จนทุกวันนี้ นั่นคือคุณมีดีพอ ที่จะมีชีวิตอยู่ เมื่อคุณลุกขึ้น และก้าวออกไป คุณจะพบกับความหมายใหม่ในชีวิต ขอกำลังใจจงอยู่กับคุณ

ทางชนะกำหนดที่ใจ ทุกก้าวที่มุ่งไปกำหนดชีวิต


add comment   |   ( 3 / 144 )

Music save one's life เพลง ช่วยคน 
Tuesday, February 13, 2007, 01:39 PM - แอบอมยิ้ม
                  แอบอมยิ้มในวันนี้ เราไม่ได้หวังให้คุณ ขำก้าก ฮากลิ้ง ขำข้ามคืน ฮาข้ามตำบล ขอเพียงแค่คุณมีรอยยิ้มบ้าง เท่านั้นก็พอ ดูข่าวเครียดๆ ในสังคมบ้านเรา มันก็เครียดเข้าไปอีก เลยไปนั่งฟังเพลงในเครื่องคอม ก็มีเพลงบางเพลงที่ทำให้คนฆ่าตัวตายอีก ทีนี้เราต้องหาเพลงมาแก้ ว่าแล้ว ก็เจออยู่เพลงหนึ่ง เป็นเพลงที่สามารถ ช่วยชีวิตคนได้ ชื่อว่าเพลง ดาวประดับฟ้า ของ แมว จิระศักดิ์ ปานพุ่ม

จินตนาการ ตัวอย่าง

                  ผู้หญิงคนหนึ่งกำลังจะกระโดดตึก แทนที่ตำรวจ จะตะโกนใส่โทรโข่ง ก็เปลี่ยนเป็นเปิดเพลง ดาวประดับฟ้าให้เขาฟังแทน เริ่มแรกเอาท่อนเกริ่นไปก่อนเลย "แค่รออยู่ตรงนั้น จะปืนขึ้นไปหา" เป็นการบอกให้เธอหยุดคิดซักนิด เดี่ยวเจ้าหน้าที่จะขึ้นไป "ไม่ต้องลอยลงมา อยู่บนฟ้านั่นแหละดี" ตรงนี้เนื้อเพลงบอกอย่างชัดเจน ไม่ต้องลอยลงมา อยู่บนฟ้า หรือบนดาดฟ้าตึกนั่นแหละดีแล้ว "เป็นดาวประดับฟ้า รอคนรักจริงคนนี้" ตรงนี้แจ่มเลย บอกเลยว่าเป็นดาวหรือดาราหน้ากล้องอยู่บนดาดฟ้าก่อนนะ รอเจ้าหน้าที่คนนี้ก่อน "ต้องมีซักวัน จะไปให้ถึงที่ตรงนั้น ไปอยู่เคียงข้างเธอ " จับใจความได้ว่า ต้องมีซักวัน ที่จะปืนไปถึงตรงดาดฟ้า ไปอยู่เคียงข้างเธอ ก็แบบว่า เข้าชาร์ตนิดหน่อย อีกทั้งเพลงนี้ พี่แมวของเรา ยังร้องด้วยเสียงตะโกนโหยหวนอีกด้วย เพื่อให้ได้ยินถึงยอดตึก อันนี้พี่แมว จะเคยเป็นหน่วยกู้ชีพมาก่อนหรือป่าว เราก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน ดังนั้น สรุปได้ว่า เพลงนี้ น่าจะบรรจุเข้าใจหน่วยงานราชการ

ปล. ไม่เคยคิดอะไรนานเท่านี้มาก่อนเลย


2 comments ( 576 views )   |   ( 3 / 223 )

แปลกแต่จริง Strange 
Sunday, February 11, 2007, 12:13 PM - ต้องรู้ให้ทัน


....... ความแปลก นั้นเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาในสังคม โดยที่สังคมจะเป็นตัวกำหนด ว่าเรื่องใดความแปลก เรื่องใดเป็นเรื่องธรรมดา หากแต่ว่า เรื่องเหล่านั้น ความจริงแล้วอาจจะไม่ใช่เรื่องที่แปลกก็ได้ เรื่องที่ธรรมดาบางเรื่อง อาจจะเป็นเรื่องที่แปลกสำหรับอีกสังคมหนึ่งก็ได้ คนไทยมันสอนลูกให้เดิน ตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 1 ขวบ เรื่องนี้แปลกมาก ถ้าเราไปอยู่ที่ญี่ปุ่น เพราะคนญี่ปุ่นบางกลุ่ม มีความเชื่อว่า หากลูกเดินได้ก่อนอายุ 1 ขวบ เมื่อเขาโตขึ้นเขาจะไปทำงาน จากพ่อแม่ไปไกล

....... บางครั้งความแปลกนั้น ก็นำมาซึ่งการเห็นผิดเป็นชอบ เห็นชั่วเป็นดี เป็นการปลูกฝังที่ผิดๆ ก็มี เช่น คนอเมริกา หลังจากโดนเครื่องบินชนตึก ก็สอนให้ลูกของตนเองอ่อนโยน เป็นคนดี แต่ คนไทยบางกลุ่ม สอนลูกให้เป็นโจร ด้วยเหตุที่ว่า คุณยาย เอาขนมวางไว้บนหลังตู้เย็น เจ้าเด็กน้อย ไปหาเก้าอี้มา แล้วขึ้นไปยืนแอบหยิบขนมนั้นมากินได้ เมื่อยายมาเห็น แทนที่จะต่อว่า กลับบอกว่า ดูซิ มันเก่งจริงๆ ตัวแค่นี้ รู้จักขโมยหาของกินเองแล้ว ใช่ครับ เด็กก็คือเด็ก มันอาจจะไม่มีผล ในความคิดของคุณ เราลองมาดูที่บ้านคุณยายคนนี้ต่อ คราวนี้มีแขกมาเยี่ยมบ้านครับ เจ้าเด็กน้อย ก็ยกน้ำดื่มมาให้แขก แทนที่คุณยายจะชม แต่แกกลับบอกว่า ดูซิ ทำเป็นยกน้ำมาให้ ตอแหลจริงๆ เลย แล้วเด็กที่ต้องอยู่กับการสั่งสอนแบบนี้จนโต มีโอกาสเสี่ยงสูง ที่จะกระทำในสิ่งที่ผิด เรื่องราวของการสั่งสอนแบบนี้ ความจริงแล้ว น่าจะเป็นเรื่องที่แปลก แต่กลับเป็นที่ยอมรับในสังคมไทย

....... ดังนั้นอย่างไรก็ดี ในการทำสิ่งใดก็ตามควรใช้เหตุผล มากกว่าคำว่าแปลก


add comment   |   ( 3.1 / 162 )

MSN เอ็มเอสเอ็น 
Thursday, February 1, 2007, 10:09 AM - เรื่องเล่า ความจริงที่โกหก
                  ขอเริ่มกันแบบถ้วนๆ ตรงนี้เลยแล้วกัน เรื่องเล่า เรื่องนี้มีอยู่ว่า นุรเป็นหญิงสาว อายุ 28 ปี เธอยังไม่มีแฟน ทุกๆ วันนุรจะออกจากหอพักเพื่อไปทำงาน นุรทำงานเป็นคนเก็บเงินในร้านขายของที่ระลึกแห่งหนึ่ง ในย่านชานเมืองของ จังหวัดเชียงใหม่ ร้านที่นุรทำงานอยู่ เป็นร้านขายของที่ระลึกร้านเล็กๆ ที่โต๊ะคิดเงินของนุรจะมีเครื่องคอมพิวเตอร์เก่าๆ อยู่เครื่องหนึ่ง ซึ่งนุรจะใช้เครื่องนี้นั่งเล่น MSN เกือบทั้งวัน นุรได้รู้จักกับผู้ชายคนหนึ่ง ผ่าน MSN เขาใช้ชื่อว่า Tuman เป็นลูกครึ่งไทยจีน แต่อพยพไปอยู่ที่แคนนาดาตั้งแต่อายุได้ 10 ขวบ นุรได้รู้จักกับ Tuman โดยคุยกันผ่าน MSN อยู่เป็นเวลาเกือบปี ทั้งสองต่างมีความรู้สึกดีๆ ให้แก่กัน ไม่น่าเชื่อว่าเขาทั้งสองจะมีความรักให้กันอย่างมากมายขนาดนี้ Tuman บอกกับนุรเสมอว่า ถ้าเขาเสร็จงานเมื่อไรเขาอยากจะมาเมืองไทย และใช้ชีวิตคู่กับนุร นุรและ Tuman ส่งรูปแลกเปลี่ยนกันดูเป็นประจำ รูปของ Tuman ทุกรูปที่นุรได้รับจะเป็นรูปครึ่งตัวตลอด ในวันที่ 10 กรกฎาคม นุรได้นำเอาเงินเก็บของตนเอง ไปซื้อกล้องถ่ายรูป แล้วเดินออกมาด้วยรอยยิ้ม ก่อนที่นุรจะนำกล้องไปที่ไปรษณีย์ เพื่อส่งพัสดุไปให้กับ Tuman ให้ทันวันเกิดของ Tuman ในวันที่ 25 กรกฎาคม เพราะนุรรู้ว่า Tuman เป็นคนชอบถ่ายรูปมากๆ ส่วนตัวของนุรนั้น ไม่ได้ชอบอะไรเป็นพิเศษ และไม่เคยร้องขออะไรจาก Tuman เลย ทั้งๆ ที่ Tuman เองก็ถามอยู่ประจำว่านุรชอบอะไร หรืออยากได้อะไรบ้าง และในวันเกิดของนุร นุรก็ได้รับของขวัญจาก Tuman เป็นสร้อยห้อยคอ ที่ทำจากหิน Tuman บอกว่า เขาเป็นคนร้อยสร้อยเส้นนั้นขึ้นมาเองให้กับนุร ดังนั้นสิ่งทีนุรได้รับจาก Tuman มีอยู่สองสิ่งด้วยกัน คือสร้อยหิน และคำสัญญาว่า Tuman จะคอยปกป้องนุร จนเมื่อเวลาผ่านไปเกือบจะเข้าปีที่ 2 ที่รู้จักกัน นุรรู้สึกว่า Tuman ไม่ค่อยคุยกับนุร เมื่อนุรมีเรื่องวุ่นวายใจ ต้องการปรึกษาปัญหาบางอย่าง และต้องการกำลังใจ หลังจากพิมพ์ข้อความส่งไปแล้ว Tuman มักจะตอบกลับมาด้วยรูปโมตลอด บางครั้งก็ส่งรูปอีโมมาติดๆ กันหลายๆ อัน

                  ช่วงหน้าหนาว ที่เชียงใหม่จะหนาวมาก แต่ว่าการท่องเที่ยวก็จะนิยมกันในช่วงนั้น เจ้าของร้านที่นุรทำงานอยู่ ก็ได้จัดให้ไปเที่ยว นุรไปเที่ยวบนดอย ได้ไปดูชาวเขา ที่หมู่บ้านชาวเขา นุรได้ถ่ายรูปคู่กับชาวเขา เมื่อกลับมา นุรก็ไม่รอช้าที่จะส่งรูปเหล่านั้นไปให้ Tuman ดู หลังจากที่ Tuman ได้รับรูปเหล่านั้นแล้วก็ไม่ได้พิมพ์อะไรส่งมาให้นุรดู และครั้งนั้นแทบจะเป็นครั้งสุดท้ายที่ได้คุยกัน เพราะหลังจากนั้น Tuman ก็ไม่ได้ออนอีกเลย

                  ถึงแม้จะไม่ได้คุยกันแต่นุรก็ยังใช้ชีวิตปกติประจำวันเหมือนอย่างเคย บางครั้งนุรก็ส่งอีเมลไปต่อว่า Tuman ที่เงียบหายไป หลังจากนั้นได้ไม่นานก็มีเหตุการณ์แปลกๆ เกิดขึ้นกับชีวิตของนุร เหตุการณ์หนึ่งที่ทำให้นุรต้องจดจำไปนาน เด็กนักเรียนยกพวกตีกันกลางเมือง ซึ่งเป็นจังหวะพอดีกับที่สร้อยหินของ Tuman ได้ขาด นุรจึงก้มลงไปเก็บหินเหล่านั้น ถ้าหากว่าสร้อยหินไม่ขาดและนุรไม่ก้มลงไป ก็อาจจะตกเป็นเป้ากระสุนปืนของเด็กนักเรียนช่างกลก็ได้ และอีกครั้งหนึ่ง ในขณะที่นุรเดินทางออกจากร้านขายของที่ระลึก ที่ตนเองทำงานอยู่ วันนั้นนุรต้องเคลียงานให้เสร็จจึงต้องกลับมืด ก่อนถึงหอพัดนุรได้ถูกชายหนุ่มกลุ่มหนึ่ง กำลังจะข่มขืนนุร แต่ก็มีรถเก่งเปิดไฟวิ่งมาจอดตรงนั้นพอดี ทำให้พวกระยำพวกน้ำวิ่งหนีไปกันหมด นุรเดินไปที่รถหวังจะขอบคุณคนที่มาช่วยนุร แต่นุรกลับพบว่า ในรถนั้นไม่มีคนขับอยู่เลย นุรได้พบกับเหตการณ์แปลกๆ แบบนี้อยู่มาก เหมือนมีสิ่งใดคอยปกป้องเขาอยู่ตลอดเวลา

                  จนวันหนึ่งนุรได้รับจดหมายจากไปรษณีย์ให้ไปรับพัสดุ เป็นพัสดุที่ส่งมาจากแคนนาดา ภาพในกล่องวัสดุนั้นมีจดหมายและเรื่องราวต่างๆ ของ Tuman นุรได้รู้ว่าชื่อจริงเขาคือ จอนห์นี่ และเรื่องราวทั้งหมดมีอยู่ว่า จอนห์นี่เป็นโรคไขสันหลังเสื่อม ไม่สามารถเดินไปไหนมาไหนได้เหมือนคนปกติ จึงต้องนั่งบนรถเข็นตลอด เขาจึงไม่กล้าส่งรูปถ่ายเต็มตัวให้นุรดู นอกจากนี้ยังมีม้วนวีดีโอที่จอนห์นี่ ได้ให้ครอบครัวช่วยถ่ายไว้ ก่อนที่เขาจะเข้ารับการผ่าตัด เขาไม่แรงพอที่พิมพ์ตัวหนังสือใดๆ บนคีย์บอร์ดได้เลย จึงทำได้แต่เพียงคลิ้ก อีโม แล้วส่งมาให้นุรเท่านั้น และหลังจากการผ่าตัดอาการของเขากลับทรุดหนักลง และเสียชีวิตในที่สุด ทันทีที่นุรได้รับรู้เรื่องราวทั้งหมด นุรรู้สึกเสียใจมาก นุรเข้าใจทันที่ว่าเหตุการณ์ต่างๆ ทีเกิดขึ้นนั้น อาจจะเป็นวิณญาณของจอนห์นี่ ที่คอยมาปกป้องนุร และทำบางสิ่งที่เขาไม่เคยทำ เพราะตลอดเวลาที่รู้จักกัน นุรได้ให้แก่เขามากเหลือเกิน โดยที่เขาไม่สามารถตอบแทนอะไรให้แก่นุรได้เลย สิ่งเหล่านั้นจึงเป็นการปกป้อง ที่เขาพอจะทำให้นุรได้บ้าง

                  ทุกวันนี้นุรแต่งงานแล้ว และมีบริษัททัวร์ และมีรถทัวร์เป็นของตัวเอง อยู่ 8 คัน ทุกๆ ปี นุรจะบินไปแคนนาดา เพื่อไปเยี่ยมหลุมศพจอนห์นี่

ปล. เรื่องนี้ถูกแต่งขึ้นโดยมีเค้าโครงจากเรื่องจริง

4 comments ( 478 views )   |   ( 2.9 / 145 )

This is a book หนังสือ เล่มเดียวกัน 
Monday, January 29, 2007, 11:42 PM - ต้องรู้ให้ทัน
.......หนังสือเล่มเดียวกัน แต่งโดย ผู้เขียน คนเดียวกัน เขียนโดย ภาษา เดียวกัน ผู้เรียนก็เรียนรู้เหมือนๆ กัน ใช้ภาษาเดียวกันในการเรียน อยู่ในพื้นที่ ที่มีความคล้ายคลึงกัน แต่กลับมีการตีความที่ไม่เหมือนกัน จนทำมาสู่ความขัดแย้งกัน

.......หนังสือ ที่ขัดแย้ง โดยครูผู้สอน คือ ผู้สอน ได้ใช้วิธีการตีความที่ผิดๆ แล้วสั่งสอนให้กับลูกศิษย์เหล่านั้น โดยที่ลูกศิษย์ที่ร่ำเรียน ก็ไม่ได้รู้ว่าถูกต้องหรือไม่ จึงทำให้เข้าใจไปตามครูผู้สอน และ เมื่อเกิดความขัดแย้งขึ้น บรรดาครูเหล่านั้น ก็จะออกมาปกป้อง ด้วยการหาหลักวิชาการ มากล่าวอ้าง หาความชอบธรรมให้กับสิ่งที่ตนได้สอนไป เพื่อจะยืนยันว่า ที่สอนไปนั้นถูกต้องแล้ว ที่ปกป้องนั้นไม่ใช่ ปกป้องลูกศิษย์ แต่เป็นการปกป้อง ตัวเขาเอง ให้พ้นจากความอาย ที่จะถูกตราหน้าว่า สอนในสิ่งที่ผิด

.......หนังสือ ขัดแย้ง โดยหลักการ กล่าวคือ ด้วยหลักการต่างๆ มีเหตุผล พอที่จะทำให้เข้าใจได้ทั้งสองแบบ ขอยกตัวอย่าง ดังเช่น เรื่องของ กฏหมาย ที่บางฝ่ายบอกว่า กฏหมาย นั้นมีไว้เพื่อความสงบสุขของสังคม เป็นกรอบของสังคม ทำให้สังคมมีระเบียบเรียบร้อย แต่ อลิสโตเติล ( Aristotle) บอกว่า กฏหมายถูกสร้างขึ้น เพื่อผลประโยชน์ของคนบางกลุ่ม โดยเขามีมุมมองว่า กฏหมายไม่สามารถทำให้ทุกคนมีความสุขได้ เขามองว่า กฏหมายนั้น เอื้อประโยชน์แก่คนดี ในขณะที่คนเลว ก็เป็นคนเหมือนกัน แต่กฏหมายไม่ได้เอื้อประโยชน์ให้กับคนเลว ทั้งๆ ที่ คนดีสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างปกติ แต่คนเลวกลับไม่สามารถกระทำสิ่งที่ตนต้องการใช้ ด้วยมุมมองแบบนี้ เขาจึงให้ความเห็นว่า กฏหมาย ไม่สามารถทำให้ทุกคนมีความสุขได้ นั่นเป็นตัวอย่างหนึ่งที่เรายกมาเท่านั้น ดังนั้นการขัดแย้งโดยหลักการนั้น ถือว่ามีข้อดี ซึ่งก็คือ จะนำมาสู่การถกกันทางวิชาการ อันจะนำไปสู่การได้ข้อสรุปที่ชัดจริง หรือ ได้ปรัญญาเพิ่มมาอีก 1

.......หนังสือ ขัดแย้ง โดยผลประโยชน์ นั้นคือ บางครั้ง การเขียนที่คลุมเคลือ รวมกับตัวผู้อ่านที่ต้องการหาผลประโยชน์ จะใช้ช่องว่างนี้ ตีความเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง และจะไม่ยอมฟังแนวความคิดอื่นๆ เพราะจะทำให้ตนเองนั้นเสียผลประโยชน์ โดยจะพยายามยืนยันว่า แนวคิดของตนนั้นถูกต้อง และแนวคิดอื่นที่ไม่เหมือนตน หรือทำให้ตนเสียผลประโยชน์เป็นแนวคิดที่ผิดทั้งหมด การขัดแย้งแบบนี้มีจริง และขอบอกว่า เด็กสมัยนี้รู้ทัน



add comment   |   ( 3 / 221 )


Back Next