Sunday, February 11, 2007, 12:13 PM - ต้องรู้ให้ทัน

....... ความแปลก นั้นเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาในสังคม โดยที่สังคมจะเป็นตัวกำหนด ว่าเรื่องใดความแปลก เรื่องใดเป็นเรื่องธรรมดา หากแต่ว่า เรื่องเหล่านั้น ความจริงแล้วอาจจะไม่ใช่เรื่องที่แปลกก็ได้ เรื่องที่ธรรมดาบางเรื่อง อาจจะเป็นเรื่องที่แปลกสำหรับอีกสังคมหนึ่งก็ได้ คนไทยมันสอนลูกให้เดิน ตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 1 ขวบ เรื่องนี้แปลกมาก ถ้าเราไปอยู่ที่ญี่ปุ่น เพราะคนญี่ปุ่นบางกลุ่ม มีความเชื่อว่า หากลูกเดินได้ก่อนอายุ 1 ขวบ เมื่อเขาโตขึ้นเขาจะไปทำงาน จากพ่อแม่ไปไกล
....... บางครั้งความแปลกนั้น ก็นำมาซึ่งการเห็นผิดเป็นชอบ เห็นชั่วเป็นดี เป็นการปลูกฝังที่ผิดๆ ก็มี เช่น คนอเมริกา หลังจากโดนเครื่องบินชนตึก ก็สอนให้ลูกของตนเองอ่อนโยน เป็นคนดี แต่ คนไทยบางกลุ่ม สอนลูกให้เป็นโจร ด้วยเหตุที่ว่า คุณยาย เอาขนมวางไว้บนหลังตู้เย็น เจ้าเด็กน้อย ไปหาเก้าอี้มา แล้วขึ้นไปยืนแอบหยิบขนมนั้นมากินได้ เมื่อยายมาเห็น แทนที่จะต่อว่า กลับบอกว่า ดูซิ มันเก่งจริงๆ ตัวแค่นี้ รู้จักขโมยหาของกินเองแล้ว ใช่ครับ เด็กก็คือเด็ก มันอาจจะไม่มีผล ในความคิดของคุณ เราลองมาดูที่บ้านคุณยายคนนี้ต่อ คราวนี้มีแขกมาเยี่ยมบ้านครับ เจ้าเด็กน้อย ก็ยกน้ำดื่มมาให้แขก แทนที่คุณยายจะชม แต่แกกลับบอกว่า ดูซิ ทำเป็นยกน้ำมาให้ ตอแหลจริงๆ เลย แล้วเด็กที่ต้องอยู่กับการสั่งสอนแบบนี้จนโต มีโอกาสเสี่ยงสูง ที่จะกระทำในสิ่งที่ผิด เรื่องราวของการสั่งสอนแบบนี้ ความจริงแล้ว น่าจะเป็นเรื่องที่แปลก แต่กลับเป็นที่ยอมรับในสังคมไทย
....... ดังนั้นอย่างไรก็ดี ในการทำสิ่งใดก็ตามควรใช้เหตุผล มากกว่าคำว่าแปลก




( 3.1 / 162 )
Thursday, February 1, 2007, 10:09 AM - เรื่องเล่า ความจริงที่โกหก
ขอเริ่มกันแบบถ้วนๆ ตรงนี้เลยแล้วกัน เรื่องเล่า เรื่องนี้มีอยู่ว่า นุรเป็นหญิงสาว อายุ 28 ปี เธอยังไม่มีแฟน ทุกๆ วันนุรจะออกจากหอพักเพื่อไปทำงาน นุรทำงานเป็นคนเก็บเงินในร้านขายของที่ระลึกแห่งหนึ่ง ในย่านชานเมืองของ จังหวัดเชียงใหม่ ร้านที่นุรทำงานอยู่ เป็นร้านขายของที่ระลึกร้านเล็กๆ ที่โต๊ะคิดเงินของนุรจะมีเครื่องคอมพิวเตอร์เก่าๆ อยู่เครื่องหนึ่ง ซึ่งนุรจะใช้เครื่องนี้นั่งเล่น MSN เกือบทั้งวัน นุรได้รู้จักกับผู้ชายคนหนึ่ง ผ่าน MSN เขาใช้ชื่อว่า Tuman เป็นลูกครึ่งไทยจีน แต่อพยพไปอยู่ที่แคนนาดาตั้งแต่อายุได้ 10 ขวบ นุรได้รู้จักกับ Tuman โดยคุยกันผ่าน MSN อยู่เป็นเวลาเกือบปี ทั้งสองต่างมีความรู้สึกดีๆ ให้แก่กัน ไม่น่าเชื่อว่าเขาทั้งสองจะมีความรักให้กันอย่างมากมายขนาดนี้ Tuman บอกกับนุรเสมอว่า ถ้าเขาเสร็จงานเมื่อไรเขาอยากจะมาเมืองไทย และใช้ชีวิตคู่กับนุร นุรและ Tuman ส่งรูปแลกเปลี่ยนกันดูเป็นประจำ รูปของ Tuman ทุกรูปที่นุรได้รับจะเป็นรูปครึ่งตัวตลอด ในวันที่ 10 กรกฎาคม นุรได้นำเอาเงินเก็บของตนเอง ไปซื้อกล้องถ่ายรูป แล้วเดินออกมาด้วยรอยยิ้ม ก่อนที่นุรจะนำกล้องไปที่ไปรษณีย์ เพื่อส่งพัสดุไปให้กับ Tuman ให้ทันวันเกิดของ Tuman ในวันที่ 25 กรกฎาคม เพราะนุรรู้ว่า Tuman เป็นคนชอบถ่ายรูปมากๆ ส่วนตัวของนุรนั้น ไม่ได้ชอบอะไรเป็นพิเศษ และไม่เคยร้องขออะไรจาก Tuman เลย ทั้งๆ ที่ Tuman เองก็ถามอยู่ประจำว่านุรชอบอะไร หรืออยากได้อะไรบ้าง และในวันเกิดของนุร นุรก็ได้รับของขวัญจาก Tuman เป็นสร้อยห้อยคอ ที่ทำจากหิน Tuman บอกว่า เขาเป็นคนร้อยสร้อยเส้นนั้นขึ้นมาเองให้กับนุร ดังนั้นสิ่งทีนุรได้รับจาก Tuman มีอยู่สองสิ่งด้วยกัน คือสร้อยหิน และคำสัญญาว่า Tuman จะคอยปกป้องนุร จนเมื่อเวลาผ่านไปเกือบจะเข้าปีที่ 2 ที่รู้จักกัน นุรรู้สึกว่า Tuman ไม่ค่อยคุยกับนุร เมื่อนุรมีเรื่องวุ่นวายใจ ต้องการปรึกษาปัญหาบางอย่าง และต้องการกำลังใจ หลังจากพิมพ์ข้อความส่งไปแล้ว Tuman มักจะตอบกลับมาด้วยรูปโมตลอด บางครั้งก็ส่งรูปอีโมมาติดๆ กันหลายๆ อัน ช่วงหน้าหนาว ที่เชียงใหม่จะหนาวมาก แต่ว่าการท่องเที่ยวก็จะนิยมกันในช่วงนั้น เจ้าของร้านที่นุรทำงานอยู่ ก็ได้จัดให้ไปเที่ยว นุรไปเที่ยวบนดอย ได้ไปดูชาวเขา ที่หมู่บ้านชาวเขา นุรได้ถ่ายรูปคู่กับชาวเขา เมื่อกลับมา นุรก็ไม่รอช้าที่จะส่งรูปเหล่านั้นไปให้ Tuman ดู หลังจากที่ Tuman ได้รับรูปเหล่านั้นแล้วก็ไม่ได้พิมพ์อะไรส่งมาให้นุรดู และครั้งนั้นแทบจะเป็นครั้งสุดท้ายที่ได้คุยกัน เพราะหลังจากนั้น Tuman ก็ไม่ได้ออนอีกเลย
ถึงแม้จะไม่ได้คุยกันแต่นุรก็ยังใช้ชีวิตปกติประจำวันเหมือนอย่างเคย บางครั้งนุรก็ส่งอีเมลไปต่อว่า Tuman ที่เงียบหายไป หลังจากนั้นได้ไม่นานก็มีเหตุการณ์แปลกๆ เกิดขึ้นกับชีวิตของนุร เหตุการณ์หนึ่งที่ทำให้นุรต้องจดจำไปนาน เด็กนักเรียนยกพวกตีกันกลางเมือง ซึ่งเป็นจังหวะพอดีกับที่สร้อยหินของ Tuman ได้ขาด นุรจึงก้มลงไปเก็บหินเหล่านั้น ถ้าหากว่าสร้อยหินไม่ขาดและนุรไม่ก้มลงไป ก็อาจจะตกเป็นเป้ากระสุนปืนของเด็กนักเรียนช่างกลก็ได้ และอีกครั้งหนึ่ง ในขณะที่นุรเดินทางออกจากร้านขายของที่ระลึก ที่ตนเองทำงานอยู่ วันนั้นนุรต้องเคลียงานให้เสร็จจึงต้องกลับมืด ก่อนถึงหอพัดนุรได้ถูกชายหนุ่มกลุ่มหนึ่ง กำลังจะข่มขืนนุร แต่ก็มีรถเก่งเปิดไฟวิ่งมาจอดตรงนั้นพอดี ทำให้พวกระยำพวกน้ำวิ่งหนีไปกันหมด นุรเดินไปที่รถหวังจะขอบคุณคนที่มาช่วยนุร แต่นุรกลับพบว่า ในรถนั้นไม่มีคนขับอยู่เลย นุรได้พบกับเหตการณ์แปลกๆ แบบนี้อยู่มาก เหมือนมีสิ่งใดคอยปกป้องเขาอยู่ตลอดเวลา
จนวันหนึ่งนุรได้รับจดหมายจากไปรษณีย์ให้ไปรับพัสดุ เป็นพัสดุที่ส่งมาจากแคนนาดา ภาพในกล่องวัสดุนั้นมีจดหมายและเรื่องราวต่างๆ ของ Tuman นุรได้รู้ว่าชื่อจริงเขาคือ จอนห์นี่ และเรื่องราวทั้งหมดมีอยู่ว่า จอนห์นี่เป็นโรคไขสันหลังเสื่อม ไม่สามารถเดินไปไหนมาไหนได้เหมือนคนปกติ จึงต้องนั่งบนรถเข็นตลอด เขาจึงไม่กล้าส่งรูปถ่ายเต็มตัวให้นุรดู นอกจากนี้ยังมีม้วนวีดีโอที่จอนห์นี่ ได้ให้ครอบครัวช่วยถ่ายไว้ ก่อนที่เขาจะเข้ารับการผ่าตัด เขาไม่แรงพอที่พิมพ์ตัวหนังสือใดๆ บนคีย์บอร์ดได้เลย จึงทำได้แต่เพียงคลิ้ก อีโม แล้วส่งมาให้นุรเท่านั้น และหลังจากการผ่าตัดอาการของเขากลับทรุดหนักลง และเสียชีวิตในที่สุด ทันทีที่นุรได้รับรู้เรื่องราวทั้งหมด นุรรู้สึกเสียใจมาก นุรเข้าใจทันที่ว่าเหตุการณ์ต่างๆ ทีเกิดขึ้นนั้น อาจจะเป็นวิณญาณของจอนห์นี่ ที่คอยมาปกป้องนุร และทำบางสิ่งที่เขาไม่เคยทำ เพราะตลอดเวลาที่รู้จักกัน นุรได้ให้แก่เขามากเหลือเกิน โดยที่เขาไม่สามารถตอบแทนอะไรให้แก่นุรได้เลย สิ่งเหล่านั้นจึงเป็นการปกป้อง ที่เขาพอจะทำให้นุรได้บ้าง
ทุกวันนี้นุรแต่งงานแล้ว และมีบริษัททัวร์ และมีรถทัวร์เป็นของตัวเอง อยู่ 8 คัน ทุกๆ ปี นุรจะบินไปแคนนาดา เพื่อไปเยี่ยมหลุมศพจอนห์นี่
ปล. เรื่องนี้ถูกแต่งขึ้นโดยมีเค้าโครงจากเรื่องจริง
Monday, January 29, 2007, 11:42 PM - ต้องรู้ให้ทัน
.......หนังสือเล่มเดียวกัน แต่งโดย ผู้เขียน คนเดียวกัน เขียนโดย ภาษา เดียวกัน ผู้เรียนก็เรียนรู้เหมือนๆ กัน ใช้ภาษาเดียวกันในการเรียน อยู่ในพื้นที่ ที่มีความคล้ายคลึงกัน แต่กลับมีการตีความที่ไม่เหมือนกัน จนทำมาสู่ความขัดแย้งกัน.......หนังสือ ที่ขัดแย้ง โดยครูผู้สอน คือ ผู้สอน ได้ใช้วิธีการตีความที่ผิดๆ แล้วสั่งสอนให้กับลูกศิษย์เหล่านั้น โดยที่ลูกศิษย์ที่ร่ำเรียน ก็ไม่ได้รู้ว่าถูกต้องหรือไม่ จึงทำให้เข้าใจไปตามครูผู้สอน และ เมื่อเกิดความขัดแย้งขึ้น บรรดาครูเหล่านั้น ก็จะออกมาปกป้อง ด้วยการหาหลักวิชาการ มากล่าวอ้าง หาความชอบธรรมให้กับสิ่งที่ตนได้สอนไป เพื่อจะยืนยันว่า ที่สอนไปนั้นถูกต้องแล้ว ที่ปกป้องนั้นไม่ใช่ ปกป้องลูกศิษย์ แต่เป็นการปกป้อง ตัวเขาเอง ให้พ้นจากความอาย ที่จะถูกตราหน้าว่า สอนในสิ่งที่ผิด
.......หนังสือ ขัดแย้ง โดยหลักการ กล่าวคือ ด้วยหลักการต่างๆ มีเหตุผล พอที่จะทำให้เข้าใจได้ทั้งสองแบบ ขอยกตัวอย่าง ดังเช่น เรื่องของ กฏหมาย ที่บางฝ่ายบอกว่า กฏหมาย นั้นมีไว้เพื่อความสงบสุขของสังคม เป็นกรอบของสังคม ทำให้สังคมมีระเบียบเรียบร้อย แต่ อลิสโตเติล ( Aristotle) บอกว่า กฏหมายถูกสร้างขึ้น เพื่อผลประโยชน์ของคนบางกลุ่ม โดยเขามีมุมมองว่า กฏหมายไม่สามารถทำให้ทุกคนมีความสุขได้ เขามองว่า กฏหมายนั้น เอื้อประโยชน์แก่คนดี ในขณะที่คนเลว ก็เป็นคนเหมือนกัน แต่กฏหมายไม่ได้เอื้อประโยชน์ให้กับคนเลว ทั้งๆ ที่ คนดีสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างปกติ แต่คนเลวกลับไม่สามารถกระทำสิ่งที่ตนต้องการใช้ ด้วยมุมมองแบบนี้ เขาจึงให้ความเห็นว่า กฏหมาย ไม่สามารถทำให้ทุกคนมีความสุขได้ นั่นเป็นตัวอย่างหนึ่งที่เรายกมาเท่านั้น ดังนั้นการขัดแย้งโดยหลักการนั้น ถือว่ามีข้อดี ซึ่งก็คือ จะนำมาสู่การถกกันทางวิชาการ อันจะนำไปสู่การได้ข้อสรุปที่ชัดจริง หรือ ได้ปรัญญาเพิ่มมาอีก 1
.......หนังสือ ขัดแย้ง โดยผลประโยชน์ นั้นคือ บางครั้ง การเขียนที่คลุมเคลือ รวมกับตัวผู้อ่านที่ต้องการหาผลประโยชน์ จะใช้ช่องว่างนี้ ตีความเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง และจะไม่ยอมฟังแนวความคิดอื่นๆ เพราะจะทำให้ตนเองนั้นเสียผลประโยชน์ โดยจะพยายามยืนยันว่า แนวคิดของตนนั้นถูกต้อง และแนวคิดอื่นที่ไม่เหมือนตน หรือทำให้ตนเสียผลประโยชน์เป็นแนวคิดที่ผิดทั้งหมด การขัดแย้งแบบนี้มีจริง และขอบอกว่า เด็กสมัยนี้รู้ทัน

Thursday, January 18, 2007, 09:32 AM - ต้องรู้ให้ทัน
การศึกษานั้นมีทั้งคุณ และโทษ อยู่กับผู้ศึกษาเองว่าจะนำไปใช้อย่างไร แต่มีการศึกษาอยู่บางประเภท ที่เหมือนล้างสมองผู้คนให้เห็นผิดเป็นถูก เห็นความชั่วเป็นความชอบ เราจะมาดูกันว่า การศึกษานั้น โหด เลว ดี ได้อย่างไรการศึกษานั้นโหด เป็นการสอนให้คนโหดเหี้ยมโดยไม่รู้ตัว เป็นการปลูกฝังแบบล้างสมองผู้คน แบบอย่างที่เห็นได้ชัดเจน จากผลของการศึกษาที่ทำให้คนมีความโหดเหี้ยม คือ ชายผู้หนึ่ง เป็นนักรบ เขาเข่นฆ่าศัตรู ได้เป็นจำนวนมาก ดังนั้นเมื่อเขากลับมาที่เผ่าพันธุ์ของเขา เขาจะได้รับชื่อเสียง เกียรติยศ เงินทอง มากมาย โดยที่ผู้คนในเผ่านั้นๆ ไม่ได้คิดบ้างดอกหรือ ว่าวีรบุรุษของเรา คือ ฆาตกร ที่ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เพื่อนมนุษย์ด้วยกันเอง ไม่ได้คิดบ้างดอกหรือว่า เขามีความโหดเหี้ยม ในเมื่อสิ่งนี้กลายเป็นสิ่งประเสริฐสำหรับสังคมในยุคนี้ เช่นนั้นพึงละลึกไว้เถิดว่า หากมีผู้ใด มาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของเรา แท้จริงแล้ว เขาคือ วีรบุรุษด้วยเช่นกัน
การศึกษานั้นเลว จะเห็นได้จาก มนุษย์ทุกคนนั้น ล้วนเกิดอยู่บนพื้นที่ต่างๆ กัน อยู่บนสิ่งแวดล้อมที่ต่างกัน แต่เมื่อได้รับการศึกษาแล้ว ทุกคนจะคิดเหมือนกันหมด นั่นก็คือ แนวคิดที่ว่า การที่นั่งทำงานบนโต๊ะ เซ็นชื่อนิดเดียว ทำงานสบายๆ แล้วได้เงินมากๆ นั่นคือความสำเร็จในชีวิตของเขา เขาคิดว่า เขาเกิดมาเพื่อสิ่งนี้ เขาจะทำทุกอย่าง เพื่อให้ได้งานแบบนี้ แล้วเขาจะบูชา และเทินทูนมันไว้เหนือสิ่งอื่นใด จากนั้น พวกเขาก็จะหาเพศตรงข้าม เพื่อทำการผสมพันธุ์ เป็นการสืบสายเลือด ก่อนที่พวกเขาจะตาย นั่นคือวงจรชีวิตของพวกเขา โดยที่พวกเขาไม่กล้าแม้แต่จะคิดออกนอกกรอบ พวกเขาไม่กล้าจะคิดตอบแทนคุณแผ่นดิน
การศึกษานั้นดี การศึกษานั้นให้ความรู้แก่ผู้คน เป็นความรู้แบบไม่สิ้นสุด ความรู้ที่ยากจะจินตนาการถึงขีดจำกัด ทำให้เราได้มีความสะดวกสบายในชีวิตประจำวัน สอนให้เราผู้ว่า หากเราออกมาจากมดลูกไหน หญิงผู้นั้นคือผู้มีพระคุณยิ่ง และอย่างน้อย ก็ทำให้เรามีความรู้ พอที่จะมองเห็น ด้าน โหด และ ด้านเลว ของการศึกษา
ทั้งหมดนี้เป็นแนวคิดบางส่วนของการศึกษาเท่านั้น ที่เกิดขึ้นจริงในสังคม สิ่งเหล่านี้อยู่รอบๆ ตัวเราตลอดเวลา มันพร้อมที่จะเข้ามาในหัวสมองของเราได้ทุกเวลา ขึ้นอยู่กับตัวผู้ศึกษาเอง ว่าจะเลือกทางเดินชีวิตของตัวเองแบบไหน จะยอมให้การศึกษาในทางที่ผิดเข้ามาล้างสมองของตัวเองได้หรือไม่

Friday, January 12, 2007, 08:35 AM - ต้องรู้ให้ทัน

คุณคิดว่าไง กับการโคจรของดวงดาว คุณคิดว่ามันหายไปในเวลากลางวัน แล้วกลับมาในเวลากลางคืน ถ้าคุณคิดแบบนี้มันก็ไม่ผิดแต่อย่างไร แต่ว่าแนวคิดนี้เป็นความคิดที่นำมาจากประสบการณ์ ไม่ใช่ด้วยเหตุและผลแต่อย่างใด
ความจริงแล้วดาวก็ยังมีอยู่ ไม่ว่ากลางวันหรือกลางคืน มันก็ยังโคจรอยู่ เพียงแต่เราไม่ได้มอง หรือมองไม่เห็นเท่านั้นเอง นั่นเป็นเพราะแสงอาทิตย์กลืนแสงดาวหรือป่าว คำตอบคือ ไม่ใช่ แต่เป็นเพราะในเวลากลางวัน แสงอาทิตย์ที่เราเห็นนั้นสว่างมาก เมื่อเป็นเช่นนั้น ตาดำของเราจะหดตัว ทำให้เราไม่สามารถมองเห็นสิ่งที่อยู่ในที่มึดได้ แต่กลับกัน ในเวลากลางคืน ที่มีแสงสว่างน้อย ตาดำของเราจะปรับตัวและขยายตัว ทำให้เราสามารถมองเห็นดวงดาวที่อยู่ในที่มึด นี่จึงเป็นอีกเหตุผลหนึ่ง ที่ทำให้เราไม่สามารถดูดาวให้อย่างชัดเจน ในคืนที่จันทร์เต็มดวง อีกตัวอย่างหนึ่งก็คือ หากหน้าบ้านเปิดไฟ ในบ้านปิดไฟ เราจะไม่สามารถมองเห็นภายในบ้านได้ แต่กลับกัน หากเราเข้าไปอยู่ในบ้าน เราสามารถมองเห็นภายในบ้านและนอกบ้านได้ ดังนั้นจึงขึ้นอยู่กับว่า เราสามารถมองเห็นได้หรือไม่ โดยที่ดวงดาวยังมีอยู่
ในชีวิตของคนเรา บางครั้งที่เราท้อแท้ ขาดกำลังใจ ก็คงไม่ต่างอะไรจาก ผู้ที่มองหาดาวในเวลาเที่ยงวัน ซึ่งทั้งความรัก กำลังใจ และความจริงใจ มีอยู่เสมอ ขึ้นอยู่กับว่าเราจะสามารถมองเห็นมันได้หรือไม่ ลองหายใจเข้าลึกๆ แล้วคุณจะรู้สึกว่า ความรักมันมีอยู่ในอากาศเสมอ
Sunday, December 24, 2006, 11:46 AM - ส่งมาโดย นุร

So many storms are raging
While the ocean buffets the land
Clouds are looking ominous
Trials and tribulations for mortal man.
Darkness is enveloping everything
There is no place to hide
Fear is rearing its ugly head
A wave of discontent comes in with the tide.
Birds are dipping and soaring
As the air currents hinder their flight
The sun is gone from the sky
Daylight has turned into night.
Sounds of thunder off in the distance
Booming across the sky
Lightning piercing here and there
Announcing the arrival of something on high.
A blinding light parts the clouds
As a wonderful vision comes into view
Quieting the storm that reached its tempest
This vision has come for me and you.
The ocean's turmoil is now silent
As the wind blows the dark clouds away
Everything has become so quiet
The darkness has turned into day.
This vision of love and beauty
Quells the fiercest of any storm
Silences the fear in our hearts
While everything is transformed.
Delivering the righteous to our Father
Helping the wayward ones to see
Showing them the path they should take
So eventually their souls will be free.
Soon this time will be upon us
Signs are evident everywhere
Lead a simple and righteous life
Show everyone that you care.
by: Chee Chee Martin
From jorobot_aha@hotmail.com
Sunday, December 17, 2006, 05:09 PM - ต้องรู้ให้ทัน
วันก่อนนั่งดูทีวี ก็เจอกับอะไรที่ประหลาดมากๆ แทบไม่น่าเชื่อเลย ซาร่า ว่ามันจะสุดยอดขนาดนี้ รายการนี้ ก็เป็นโฆษณาเกี่ยวกับ น้ำยารักษารถยนต์ เรียกว่าถ้ารถคุณใส่น้ำยาชนิดนี้แล้ว จะไม่มีอะไรมาทำอันตรายสีรถคุณได้ นี่ถ้าพิธีกรนิวเคลียได้ ก็คงเอามายิงรถให้ดูกันแล้ว ก่อนอื่นมาดูน้ำยาเคลือบสีรถตัวนี้กันก่อน เราไม่ขอเอ่ยชื่อแล้วกัน ด้วยการยึดเกาะและการเรียงโมเลกุลของน้ำยาชนิดนี้ เป็นการเรียงตัวแบบไขว้ จึงทำให้สามารถยึดเกาะกันเอง และติดกับผิวรถได้เป็นอย่างดี และก็ยังมีส่วนผสมอื่นๆ อีก ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับน้ำยาชนิดนี้ สำหรับการยึดเกาะกับตัวรถนั้น จุดเด่นคงไม่ได้อยู่ที่การเรียงตัวของโมเลกุลอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของสารที่ผสมเข้าไป หรือสารตัวทำละลายนั่นเอง เราขอยกตัวอย่างให้เข้าใจง่ายๆ ว่า หากน้ำยาเคลือบสีรถยนต์ชนิดหนึ่งใช้น้ำธรรมดา เป็นตัวทำละลาย ดังนั้นเมื่อเคลือบไปที่รถ และปล่อยให้แห้งแล้ว เมื่อไรก็ตามที่มีน้ำมาถูกผิวรถ น้ำยานั้นก็สามารถถูกล้างออกได้ง่ายดาย กล่าวคือ เราต้องดูว่าน้ำยาชนิดนั้นๆ ใช้สารชนิดใดเป็นตัวทำละลาย เพราะสารตัวนั้นแหละ ที่จะเป็นของแสลง สารทำละลายตัวนั้นแหละ ที่จะสามารถล้างน้ำยานั้นๆ ออกได้อย่างง่ายดายด้วย (*) ดังนั้นหากน้ำยาเคลือบสีรถมีส่วนผสมของตัวทำละลาย ที่หายาก หรือไม่สามารถพบได้จากสิ่งแวดล้อมทั่วๆ ไป นั้นก็หมายถึง เมื่อคุณเคลือบสีรถ ด้วยน้ำยานั้นๆ แล้ว โอกาสที่จะล้างออกจากการใช้งานทั่วๆ ไปก็ยากด้วยเช่นกัน นั่นเป็นผลดี เพราะจะทำให้น้ำยายังคงเคลือบ และปกป้องสีรถของคุณได้นานๆ
ดังนั้นเรื่องของโฆษณานี้ เรื่องน้ำยานั้น เราเองก็ยอมรับว่า ค่อนข้างดี แต่ว่า ในโฆษณานั้น มีบางอย่างที่แปลกตา นั้นก็คือ ในการทดลองว่า น้ำยาชนิดนี้ สามารถป้องกันสีรถของคุณจาก กรด หรือ ด่าง ได้ ว่าแล้วพิธีกรก็เทผงด่างลงบนรถ จากนั้นก็เอาน้ำกรดราดลงไปอีกที แล้วเทตรงไหนไม่เท ไปเทตรงผงด่าง ภาพที่เห็นก็จะเห็นเป็นฟองผุดขึ้นเต็มเลย มีควันด้วย ดูแล้วขลังน่าดูเลย โอ้ ไม่น่าเชื่อเลย ซาร่า มันยอดมากจริงๆ เลย แต่ว่าความจริงแล้ว หากว่ามีการคำนวณค่าของความเป็นกรด และด่างให้ดี จะสามารถทำให้เกิดค่าความเป็นกลางได้ แต่อีกตัวแปรหนึ่ง ก็อยู่ที่ปริมาณของกรดและด่างด้วย ดังนั้นเมื่อเราเทผงด่างลงไป และตามด้วยน้ำกรด โดยพยายามใส่ให้ได้ปริมาณที่พอเหมาะ ถึงแม้จะมีด่างหรือกรดมากไปซักนิดหน่อย แต่ค่าที่ได้ ก็แทบจะเป็นกลางอยู่ดี หรือกล่าวให้เข้าใจง่ายๆ ว่า การเทผงด่างลงไป แล้วตามด้วยน้ำกรด เมื่อทำปฏิกริยากันแล้ว ผลที่ได้ ไม่ต่างอะไรจาก สบู่ หรือ น้ำมะนาว เอิ้กๆๆ
* เรื่องของตัวทำละลาย นอกจากเราจะนำเอาความรู้นี้ไปใช้ ในเรื่องของการชะล้างแล้ว เรายังสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในเรื่องอื่นๆ ได้อีกด้วย เช่น ตัวอย่างแรก เครื่องปริ้น ปริ้นไม่ออก อาการยอดฮิตติดท้อปเท็น คือ หัวตัน เพราะหมึกเข้าไปแห้ง คาหัวเลย หากคุณใช้เครื่องปริ้นของ Lexmark Canon ยี่ห้อพวกนี้ ส่วนมากแล้ว น้ำหมึกของเขา ใช้น้ำเป็นตัวทำละลาย ดังนั้นการล้างหัว เพียงคุณนำน้ำอุ่น ใส่ในภาชนะ ให้มีความสูงซัก 1 ซ.ม. แล้วนำตลับหมึก ด้านที่เป็นหัวพิมพ์ วางลงไป ทิ้งไว้ซักพัก หมึกที่แห้ง และไปอุดตัน ก็จะละลายออกมาก ส่วนของ Epson นั้นส่วนมาก ไม่ได้ใช้น้ำเป็นตัวทำละลาย ใช้วิธีนี้ไม่ได้เด้อ ซึ่งเราเองก็ยิงมิทราบเหมือนกันว่า น้ำหมึกของเขา ใช้สารใดเป็นตัวทำละลาย ตัวอย่างที่สอง กรอบรูปเก่าๆ ที่เป็นกรอบรูปไม้ ที่ทาด้วยแล็คเกอร์ หรือสีน้ำมัน หากคุณต้องการให้มันดูดีเหมือนใหม่ ก่อนอื่นให้ทำความสะอาดให้เรียบร้อย จากนั้น นำเอาผ้า ไปชุบน้ำมันสน แล้วเอามาถูที่กรอบรูป อย่าถูแรงมากนัก เดี๋ยวสีจะออกซะหมด ต้องเรียกว่าน้ำผ้าชุบน้ำมันสนมาเช็ดน่าจะเหมาะกว่า เช็ดให้ทั่ว เพียงเท่านั้นกรอบรูปของคุณก็จะดูใหม่ขึ้นมาแล้ว วิธีนี้ใช้ได้ดีกับกรอบรูปไม้ที่ไม่ใช่กรอบรูปวิทยาศาสตร์

Back Next


ปฏิทิน




