Thursday, January 18, 2007, 09:32 AM - ต้องรู้ให้ทัน
การศึกษานั้นมีทั้งคุณ และโทษ อยู่กับผู้ศึกษาเองว่าจะนำไปใช้อย่างไร แต่มีการศึกษาอยู่บางประเภท ที่เหมือนล้างสมองผู้คนให้เห็นผิดเป็นถูก เห็นความชั่วเป็นความชอบ เราจะมาดูกันว่า การศึกษานั้น โหด เลว ดี ได้อย่างไรการศึกษานั้นโหด เป็นการสอนให้คนโหดเหี้ยมโดยไม่รู้ตัว เป็นการปลูกฝังแบบล้างสมองผู้คน แบบอย่างที่เห็นได้ชัดเจน จากผลของการศึกษาที่ทำให้คนมีความโหดเหี้ยม คือ ชายผู้หนึ่ง เป็นนักรบ เขาเข่นฆ่าศัตรู ได้เป็นจำนวนมาก ดังนั้นเมื่อเขากลับมาที่เผ่าพันธุ์ของเขา เขาจะได้รับชื่อเสียง เกียรติยศ เงินทอง มากมาย โดยที่ผู้คนในเผ่านั้นๆ ไม่ได้คิดบ้างดอกหรือ ว่าวีรบุรุษของเรา คือ ฆาตกร ที่ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เพื่อนมนุษย์ด้วยกันเอง ไม่ได้คิดบ้างดอกหรือว่า เขามีความโหดเหี้ยม ในเมื่อสิ่งนี้กลายเป็นสิ่งประเสริฐสำหรับสังคมในยุคนี้ เช่นนั้นพึงละลึกไว้เถิดว่า หากมีผู้ใด มาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของเรา แท้จริงแล้ว เขาคือ วีรบุรุษด้วยเช่นกัน
การศึกษานั้นเลว จะเห็นได้จาก มนุษย์ทุกคนนั้น ล้วนเกิดอยู่บนพื้นที่ต่างๆ กัน อยู่บนสิ่งแวดล้อมที่ต่างกัน แต่เมื่อได้รับการศึกษาแล้ว ทุกคนจะคิดเหมือนกันหมด นั่นก็คือ แนวคิดที่ว่า การที่นั่งทำงานบนโต๊ะ เซ็นชื่อนิดเดียว ทำงานสบายๆ แล้วได้เงินมากๆ นั่นคือความสำเร็จในชีวิตของเขา เขาคิดว่า เขาเกิดมาเพื่อสิ่งนี้ เขาจะทำทุกอย่าง เพื่อให้ได้งานแบบนี้ แล้วเขาจะบูชา และเทินทูนมันไว้เหนือสิ่งอื่นใด จากนั้น พวกเขาก็จะหาเพศตรงข้าม เพื่อทำการผสมพันธุ์ เป็นการสืบสายเลือด ก่อนที่พวกเขาจะตาย นั่นคือวงจรชีวิตของพวกเขา โดยที่พวกเขาไม่กล้าแม้แต่จะคิดออกนอกกรอบ พวกเขาไม่กล้าจะคิดตอบแทนคุณแผ่นดิน
การศึกษานั้นดี การศึกษานั้นให้ความรู้แก่ผู้คน เป็นความรู้แบบไม่สิ้นสุด ความรู้ที่ยากจะจินตนาการถึงขีดจำกัด ทำให้เราได้มีความสะดวกสบายในชีวิตประจำวัน สอนให้เราผู้ว่า หากเราออกมาจากมดลูกไหน หญิงผู้นั้นคือผู้มีพระคุณยิ่ง และอย่างน้อย ก็ทำให้เรามีความรู้ พอที่จะมองเห็น ด้าน โหด และ ด้านเลว ของการศึกษา
ทั้งหมดนี้เป็นแนวคิดบางส่วนของการศึกษาเท่านั้น ที่เกิดขึ้นจริงในสังคม สิ่งเหล่านี้อยู่รอบๆ ตัวเราตลอดเวลา มันพร้อมที่จะเข้ามาในหัวสมองของเราได้ทุกเวลา ขึ้นอยู่กับตัวผู้ศึกษาเอง ว่าจะเลือกทางเดินชีวิตของตัวเองแบบไหน จะยอมให้การศึกษาในทางที่ผิดเข้ามาล้างสมองของตัวเองได้หรือไม่





( 3.1 / 136 )
Friday, January 12, 2007, 08:35 AM - ต้องรู้ให้ทัน

คุณคิดว่าไง กับการโคจรของดวงดาว คุณคิดว่ามันหายไปในเวลากลางวัน แล้วกลับมาในเวลากลางคืน ถ้าคุณคิดแบบนี้มันก็ไม่ผิดแต่อย่างไร แต่ว่าแนวคิดนี้เป็นความคิดที่นำมาจากประสบการณ์ ไม่ใช่ด้วยเหตุและผลแต่อย่างใด
ความจริงแล้วดาวก็ยังมีอยู่ ไม่ว่ากลางวันหรือกลางคืน มันก็ยังโคจรอยู่ เพียงแต่เราไม่ได้มอง หรือมองไม่เห็นเท่านั้นเอง นั่นเป็นเพราะแสงอาทิตย์กลืนแสงดาวหรือป่าว คำตอบคือ ไม่ใช่ แต่เป็นเพราะในเวลากลางวัน แสงอาทิตย์ที่เราเห็นนั้นสว่างมาก เมื่อเป็นเช่นนั้น ตาดำของเราจะหดตัว ทำให้เราไม่สามารถมองเห็นสิ่งที่อยู่ในที่มึดได้ แต่กลับกัน ในเวลากลางคืน ที่มีแสงสว่างน้อย ตาดำของเราจะปรับตัวและขยายตัว ทำให้เราสามารถมองเห็นดวงดาวที่อยู่ในที่มึด นี่จึงเป็นอีกเหตุผลหนึ่ง ที่ทำให้เราไม่สามารถดูดาวให้อย่างชัดเจน ในคืนที่จันทร์เต็มดวง อีกตัวอย่างหนึ่งก็คือ หากหน้าบ้านเปิดไฟ ในบ้านปิดไฟ เราจะไม่สามารถมองเห็นภายในบ้านได้ แต่กลับกัน หากเราเข้าไปอยู่ในบ้าน เราสามารถมองเห็นภายในบ้านและนอกบ้านได้ ดังนั้นจึงขึ้นอยู่กับว่า เราสามารถมองเห็นได้หรือไม่ โดยที่ดวงดาวยังมีอยู่
ในชีวิตของคนเรา บางครั้งที่เราท้อแท้ ขาดกำลังใจ ก็คงไม่ต่างอะไรจาก ผู้ที่มองหาดาวในเวลาเที่ยงวัน ซึ่งทั้งความรัก กำลังใจ และความจริงใจ มีอยู่เสมอ ขึ้นอยู่กับว่าเราจะสามารถมองเห็นมันได้หรือไม่ ลองหายใจเข้าลึกๆ แล้วคุณจะรู้สึกว่า ความรักมันมีอยู่ในอากาศเสมอ
Sunday, December 24, 2006, 11:46 AM - ส่งมาโดย นุร

So many storms are raging
While the ocean buffets the land
Clouds are looking ominous
Trials and tribulations for mortal man.
Darkness is enveloping everything
There is no place to hide
Fear is rearing its ugly head
A wave of discontent comes in with the tide.
Birds are dipping and soaring
As the air currents hinder their flight
The sun is gone from the sky
Daylight has turned into night.
Sounds of thunder off in the distance
Booming across the sky
Lightning piercing here and there
Announcing the arrival of something on high.
A blinding light parts the clouds
As a wonderful vision comes into view
Quieting the storm that reached its tempest
This vision has come for me and you.
The ocean's turmoil is now silent
As the wind blows the dark clouds away
Everything has become so quiet
The darkness has turned into day.
This vision of love and beauty
Quells the fiercest of any storm
Silences the fear in our hearts
While everything is transformed.
Delivering the righteous to our Father
Helping the wayward ones to see
Showing them the path they should take
So eventually their souls will be free.
Soon this time will be upon us
Signs are evident everywhere
Lead a simple and righteous life
Show everyone that you care.
by: Chee Chee Martin
From jorobot_aha@hotmail.com
Sunday, December 17, 2006, 05:09 PM - ต้องรู้ให้ทัน
วันก่อนนั่งดูทีวี ก็เจอกับอะไรที่ประหลาดมากๆ แทบไม่น่าเชื่อเลย ซาร่า ว่ามันจะสุดยอดขนาดนี้ รายการนี้ ก็เป็นโฆษณาเกี่ยวกับ น้ำยารักษารถยนต์ เรียกว่าถ้ารถคุณใส่น้ำยาชนิดนี้แล้ว จะไม่มีอะไรมาทำอันตรายสีรถคุณได้ นี่ถ้าพิธีกรนิวเคลียได้ ก็คงเอามายิงรถให้ดูกันแล้ว ก่อนอื่นมาดูน้ำยาเคลือบสีรถตัวนี้กันก่อน เราไม่ขอเอ่ยชื่อแล้วกัน ด้วยการยึดเกาะและการเรียงโมเลกุลของน้ำยาชนิดนี้ เป็นการเรียงตัวแบบไขว้ จึงทำให้สามารถยึดเกาะกันเอง และติดกับผิวรถได้เป็นอย่างดี และก็ยังมีส่วนผสมอื่นๆ อีก ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับน้ำยาชนิดนี้ สำหรับการยึดเกาะกับตัวรถนั้น จุดเด่นคงไม่ได้อยู่ที่การเรียงตัวของโมเลกุลอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของสารที่ผสมเข้าไป หรือสารตัวทำละลายนั่นเอง เราขอยกตัวอย่างให้เข้าใจง่ายๆ ว่า หากน้ำยาเคลือบสีรถยนต์ชนิดหนึ่งใช้น้ำธรรมดา เป็นตัวทำละลาย ดังนั้นเมื่อเคลือบไปที่รถ และปล่อยให้แห้งแล้ว เมื่อไรก็ตามที่มีน้ำมาถูกผิวรถ น้ำยานั้นก็สามารถถูกล้างออกได้ง่ายดาย กล่าวคือ เราต้องดูว่าน้ำยาชนิดนั้นๆ ใช้สารชนิดใดเป็นตัวทำละลาย เพราะสารตัวนั้นแหละ ที่จะเป็นของแสลง สารทำละลายตัวนั้นแหละ ที่จะสามารถล้างน้ำยานั้นๆ ออกได้อย่างง่ายดายด้วย (*) ดังนั้นหากน้ำยาเคลือบสีรถมีส่วนผสมของตัวทำละลาย ที่หายาก หรือไม่สามารถพบได้จากสิ่งแวดล้อมทั่วๆ ไป นั้นก็หมายถึง เมื่อคุณเคลือบสีรถ ด้วยน้ำยานั้นๆ แล้ว โอกาสที่จะล้างออกจากการใช้งานทั่วๆ ไปก็ยากด้วยเช่นกัน นั่นเป็นผลดี เพราะจะทำให้น้ำยายังคงเคลือบ และปกป้องสีรถของคุณได้นานๆ
ดังนั้นเรื่องของโฆษณานี้ เรื่องน้ำยานั้น เราเองก็ยอมรับว่า ค่อนข้างดี แต่ว่า ในโฆษณานั้น มีบางอย่างที่แปลกตา นั้นก็คือ ในการทดลองว่า น้ำยาชนิดนี้ สามารถป้องกันสีรถของคุณจาก กรด หรือ ด่าง ได้ ว่าแล้วพิธีกรก็เทผงด่างลงบนรถ จากนั้นก็เอาน้ำกรดราดลงไปอีกที แล้วเทตรงไหนไม่เท ไปเทตรงผงด่าง ภาพที่เห็นก็จะเห็นเป็นฟองผุดขึ้นเต็มเลย มีควันด้วย ดูแล้วขลังน่าดูเลย โอ้ ไม่น่าเชื่อเลย ซาร่า มันยอดมากจริงๆ เลย แต่ว่าความจริงแล้ว หากว่ามีการคำนวณค่าของความเป็นกรด และด่างให้ดี จะสามารถทำให้เกิดค่าความเป็นกลางได้ แต่อีกตัวแปรหนึ่ง ก็อยู่ที่ปริมาณของกรดและด่างด้วย ดังนั้นเมื่อเราเทผงด่างลงไป และตามด้วยน้ำกรด โดยพยายามใส่ให้ได้ปริมาณที่พอเหมาะ ถึงแม้จะมีด่างหรือกรดมากไปซักนิดหน่อย แต่ค่าที่ได้ ก็แทบจะเป็นกลางอยู่ดี หรือกล่าวให้เข้าใจง่ายๆ ว่า การเทผงด่างลงไป แล้วตามด้วยน้ำกรด เมื่อทำปฏิกริยากันแล้ว ผลที่ได้ ไม่ต่างอะไรจาก สบู่ หรือ น้ำมะนาว เอิ้กๆๆ
* เรื่องของตัวทำละลาย นอกจากเราจะนำเอาความรู้นี้ไปใช้ ในเรื่องของการชะล้างแล้ว เรายังสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในเรื่องอื่นๆ ได้อีกด้วย เช่น ตัวอย่างแรก เครื่องปริ้น ปริ้นไม่ออก อาการยอดฮิตติดท้อปเท็น คือ หัวตัน เพราะหมึกเข้าไปแห้ง คาหัวเลย หากคุณใช้เครื่องปริ้นของ Lexmark Canon ยี่ห้อพวกนี้ ส่วนมากแล้ว น้ำหมึกของเขา ใช้น้ำเป็นตัวทำละลาย ดังนั้นการล้างหัว เพียงคุณนำน้ำอุ่น ใส่ในภาชนะ ให้มีความสูงซัก 1 ซ.ม. แล้วนำตลับหมึก ด้านที่เป็นหัวพิมพ์ วางลงไป ทิ้งไว้ซักพัก หมึกที่แห้ง และไปอุดตัน ก็จะละลายออกมาก ส่วนของ Epson นั้นส่วนมาก ไม่ได้ใช้น้ำเป็นตัวทำละลาย ใช้วิธีนี้ไม่ได้เด้อ ซึ่งเราเองก็ยิงมิทราบเหมือนกันว่า น้ำหมึกของเขา ใช้สารใดเป็นตัวทำละลาย ตัวอย่างที่สอง กรอบรูปเก่าๆ ที่เป็นกรอบรูปไม้ ที่ทาด้วยแล็คเกอร์ หรือสีน้ำมัน หากคุณต้องการให้มันดูดีเหมือนใหม่ ก่อนอื่นให้ทำความสะอาดให้เรียบร้อย จากนั้น นำเอาผ้า ไปชุบน้ำมันสน แล้วเอามาถูที่กรอบรูป อย่าถูแรงมากนัก เดี๋ยวสีจะออกซะหมด ต้องเรียกว่าน้ำผ้าชุบน้ำมันสนมาเช็ดน่าจะเหมาะกว่า เช็ดให้ทั่ว เพียงเท่านั้นกรอบรูปของคุณก็จะดูใหม่ขึ้นมาแล้ว วิธีนี้ใช้ได้ดีกับกรอบรูปไม้ที่ไม่ใช่กรอบรูปวิทยาศาสตร์

Thursday, December 14, 2006, 01:47 PM - ส่งมาโดย นุร

If you had a chance to live your life over again
You would find things just the same
Live for today, with the grass and trees
See the beauty I can see
A flower in bloom, a caterpillar turning into a butterfly
The fragrance of a garden, the beauty of the sky
A horse to ride, a carriage for me
I can feel in my heart, all I want to be
Live for today, the past is gone
Tomorrow the sun will shine
I can taste the sweet air
Today I can go everywhere
So let us run and jump and play
You never know if this will be the last day
Watch the birds as they make a nest
Can you see the owl
He brings happiness
Live for today
I am like the butterfly
I will fly so very high
Come join me please
You can hear a symphony
I have the whole world that I can see
Every Country made for you and me
Let us sing, let us shout
Today is a day we cannot do without
Thank you Lord, for eyes that see
Your beauty in the world
And in you and me.
by: Linda Ann Henry
From... jorobot_aha@hotmail.com
Tuesday, December 12, 2006, 11:31 AM - ส่งมาโดย นุร

Round Up My Heart
Wild hooves are prancing
Wild colts are dancing
Stirring up a cloudy view,
I strain to find, searching on and on
How will I make my way to You.
Lift this heavy dust around me Lord
So I may see Your path,
Reveal the way You have for me
Shine a light through the shadows
Right into my heart.
Blow the fresh wind of Your Spirit
To round up all I need to know,
Break free my clouded notions,
So Your footprints clearly show
The upward trail to go.
From... jorobot_aha@hotmail.com
Sunday, December 10, 2006, 04:23 PM - ส่งมาโดย นุร
Somewhere between...Somewhere between the procrastination...
and the home life....
and the incessant forwards...
and the friendships...
and the calls to each other complaining about
LIFE...
Somewhere between the phone calls to old
friends...
And the "I miss yous" & the "I love yous"...
And the "What are we doing tonights?"...
And somewhere between all of the aging,
changing, growing...
Somewhere between the everyday life...
And the daydreams...
And the sleepless nights...
And the naps because of the sleepless night...
I forgot.
I forgot what growing up is all about.
I forgot what it meant to cry...
I forgot that pretending to be happy
doesn't make you happy...
And that pretending to be smart
doesn't make you smart...
I forgot that you can't just forget the past
in fear of the future...
I forgot that you can't control falling in love...
And that you can't make yourself fall in love...
I learned that I can love...
I learned that it's okay to mess up...
And it's okay to ask for help...
And it's okay to feel like crud...
I learned.
I learned it's okay to complain and whine
to all your friends for a whole day...
I learned that sometimes the things you want most
you just can't have.
I learned that the
BEST PART OF LIFE IS NOT GETTING AHEAD;
It's the friendships, which means taking chances.
I learned that sometimes
the things we want to forget
are the things which we most need to talk about...
I learned that letters from friends
are the most important things...
and that sending cards to your friends
makes you feel better.
But, basically, I just learned that my friends...
both old and new...
are the most important people to me in the world.
Without them, I wouldn't be who I am today...
So this is a thank you
to all of my friends for always being there.
From jorobot_aha@hotmail.com

Back Next


ปฏิทิน




