Sunday, December 10, 2006, 04:23 PM - ส่งมาโดย นุร
Somewhere between...Somewhere between the procrastination...
and the home life....
and the incessant forwards...
and the friendships...
and the calls to each other complaining about
LIFE...
Somewhere between the phone calls to old
friends...
And the "I miss yous" & the "I love yous"...
And the "What are we doing tonights?"...
And somewhere between all of the aging,
changing, growing...
Somewhere between the everyday life...
And the daydreams...
And the sleepless nights...
And the naps because of the sleepless night...
I forgot.
I forgot what growing up is all about.
I forgot what it meant to cry...
I forgot that pretending to be happy
doesn't make you happy...
And that pretending to be smart
doesn't make you smart...
I forgot that you can't just forget the past
in fear of the future...
I forgot that you can't control falling in love...
And that you can't make yourself fall in love...
I learned that I can love...
I learned that it's okay to mess up...
And it's okay to ask for help...
And it's okay to feel like crud...
I learned.
I learned it's okay to complain and whine
to all your friends for a whole day...
I learned that sometimes the things you want most
you just can't have.
I learned that the
BEST PART OF LIFE IS NOT GETTING AHEAD;
It's the friendships, which means taking chances.
I learned that sometimes
the things we want to forget
are the things which we most need to talk about...
I learned that letters from friends
are the most important things...
and that sending cards to your friends
makes you feel better.
But, basically, I just learned that my friends...
both old and new...
are the most important people to me in the world.
Without them, I wouldn't be who I am today...
So this is a thank you
to all of my friends for always being there.
From jorobot_aha@hotmail.com





( 3 / 203 )
Friday, December 8, 2006, 05:40 PM - ต้องรู้ให้ทัน
ความสำเร็จ คือ การไปถึงจุดหมายที่ตั้งไว้ การบรรลุเสร็จสิ้นภารกิจที่ได้วางไว้ ความล้มเหลว ก็ตรงข้ามกับความสำเร็จไง คือ ห่างไกล จากจุดหมายที่ได้ตั้งไว้ เหมือนเดินถอยหลัง
ความสำเร็จ มักจะมาพร้อมกับความปลาบปลื้มดีใจ มาพร้อมกับรอยยิ้ม มีการเฉลิมฉลอง
ความล้มเหลว มีเพียงคราบน้ำตา
คนเราทุกๆ คน ล้วนมีเป้าหมายของชีวิต หรือมีการมุ่งหวังสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ซึ่งทุกคนต่างก็ต้องการ เดินไปให้ถึง ต้องการประสบความสำเร็จด้วยกันทั้งนั้น จึงได้มีการเขียนตำราต่างๆ มากมาย แล้วก็บอกกับพวกหนอนหนังสือว่า ตำราที่ฉันแต่งนี่แหละ คือประตูสู่ความสำเร็จ คือกุญแจสู่ความสำเร็จ ซึ่งบางคนก็ยึดเอาหนังสือเหล่านั้น เป็นหลักในการดำเนินชีวิต ซึ่งก็ไม่ผิดแต่อย่างใด และหนังสือเหล่านั้นอาจจะถูกบ้างผิดบ้าง แต่ที่แน่ๆ คนแต่งหนังสือเหล่านั้น มักจะเป็นคนที่ประสบความสำเร็จ ในหน้าที่การงาน ทีนี้เราจะลองมาดู ว่าคนที่เขาประสบความสำเร็จนั้น เขามีอะไรดีกันบ้าง เมื่อพิจารณาดูจากความเป็นจริงแล้ว บางครั้งตำราที่เขาแต่งขึ้นก็ไม่ได้ตรงกับตัวเขาเลย ไม่ใช่ว่าคนพวกนี้ไม่เคยล้มเหลว พวกเขาเคยล้มเหลวกันทั้งนั่น แต่พวกเขาก็ฟันฝ่าจนความสำเร็จ ซึ่งตรงส่วนนี้เอง ที่ผู้ประสบความสำเร็จมีเหมือนกันหมด พวกเขาอดทนต่อปัญหาที่เจอ อดทนในการฟันฝ่าอุปสรรค
ปัจจัยส่วนหนึ่งของความสำเร็จ หรือความล้มเหลว คือ อุปสรรค ว่าอุปสรรคเหล่านั้นจะสามารถมาขโมยความสำเร็จ และยัดเยียดความล้มเหลวให้กับเราได้หรือไม่ แต่ปัจจัยหลักคือตัวเราเองว่าจะสามารถเอาชนะปัญหา เหล่านั้นได้หรือไม่ บางครั้งอุปสรรคเองก็เป็นตัวกำหนดคุณค่าของความสำเร็จ
ดังนั้นอีกแง่คิดหนึ่งของความสำเร็จ คือ ความสำเร็จไม่ได้มาจาก การกระทำที่สมบูรณ์ ไม่เคยพบปัญหา ไม่มีอุปสรรค แต่ความสำเร็จจะเกิดได้ ถ้าเราลุกขึ้นได้ทุกครั้งที่ล้มลง ดังคำกล่าวที่ว่า ความสำเร็จไม่ได้อยู่ที่การไม่เคยล้มเหลว หากอยู่ที่เธอสามารถลุกขึ้นได้ทุกครั้งที่ล้มลง

Sunday, December 3, 2006, 05:02 PM - ต้องรู้ให้ทัน

เงิน เป็น วัตถุหนึ่ง ที่มนุษย์ใช้กำหนดให้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน
.......หลายคนบอกว่า เงินไม่สำคัญ เงินเป็นเพียงแค่เศษกระดาษ นั่นคงจะบอกไม่ได้ว่าแนวความคิดแบบนี้ ดีเลิศประเสริฐศรี ถูกต้องน้าค้าบ แต่ก็คงบอกไม่ได้เช่นกัน ว่าแนวความคิดแบบนี้มันผิดมาก ถึงขั้นประหารด้วยเครื่องประหารหัวสุนัข
.......จากที่เราเห็นๆ กันอยู่ทุกวัน จนบางครั้งก็หลงลืมว่าเราทำงานเพื่อเงิน หรือทำทุกอย่างเพื่อเงิน ความจริงแล้ว หากจะย้อนยุคกลับไปซักนิดหน่อย ประมาณหลายล้านกว่าปีที่แล้ว อ้าว!!! ไปโผล่ยุคไดโนเสาร์อีก ย้อนกลับมาอีกหน่อยแล้วกันนะโดเรมอน จะพบว่า เราทำงานเพื่อทำเอาผลผลิตที่ได้ไปแลกเปลี่ยนกับเพื่อนบ้าน นำไปแลกเป็นสิ่งของต่างๆ เป็นอาหาร หากเราทำนาก็แบกข้าวไปแลกกับสิ่งของอื่นๆ จากนั้นก็เริ่มมีสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน เพื่อความสะดวก หากจะพิจารณากันแบบง่ายๆ นั่นก็คือ การที่เราทำงาน ไม่ว่าจะทำงานโรงงาน ทำเกษตรกร หรืออาชีพใดๆ ก็ตาม เราจะนำความสำเร็จของเรา ไปแปรค่าเป็นเงิน ซึ่งเงินที่ได้มันก็คือ คุณค่าของความสำเร็จของเรา จากนั้นเราก็นำเอาความสำเร็จของเราที่อยู่ในรูปเงินไปแลกเป็นสิ่งของต่างๆ อีกที
.......หากคิดว่าเงินเป็นแค่เพียงเศษกระดาษ ก็คงปล่อยให้มีคนมาขโมยกระดาษเหล่านั้นไปเถอะ แต่ถ้าเงินเป็นตัวแทน ที่ใช้ในการแลกเปลี่ยน และเป็นตัวแทนความสำเร็จในการทำงานของเรา คงจะไม่ดีแน่ๆ ถ้ามีใครมาขโมยความภาคภูมิใจเหล่านั้นของเราไป ดังนั้นคุณหัวขโมย ก็โปรดรับรู้ไว้เถิดว่า การที่คุณไปขโมย คดโกง ยักยอก หรือเอาเงินของคนอื่นมา ด้วยวิธีที่มิชอบ คุณไม่ได้นำมาแค่เพียงเศษกระดาษเท่านั้น แต่คุณยังขโมยผลตอบแทนแห่งความสำเร็จจากเขาไปด้วย
.......ทุกครั้งที่เราต้องใช้จ่ายเงิน ก็คือเรากำลังนำเอาความสำเร็จของเรา ที่อยู่ในรูปของเงินออกมาใช้งาน ทุกเบี้ย ทุกหน่วย คือความสำเร็จ ของเรา ดังนั้นเราจึงควรวางแผนการใช้เงินให้ดี ถ้าหากเราไม่วางแผนการใช้เงินให้ดีแล้ว ความสำเร็จของเราก็จะถูกใช้ไปอย่างไร้ค่า มันจะดีแล้วหรือ ที่เราต้องทำงานหนัก เราได้รับความสำเร็จเป็นอย่างมาก เราจึงได้รับเงินซึ่งเป็นตัวแทนของความสำเร็จเป็นจำนวนมาก แต่แล้วความสำเร็จจำนวนมากนั้น กลับนำไปแลกเปลี่ยนหรือใช้ประโยชน์ได้แค่เพียงนิดหน่อย
Saturday, November 25, 2006, 06:00 PM - ต้องรู้ให้ทัน
หากคุณรักใครซักคน ด้วยความรักที่ใสสะอาด เหมือนเปิดหนังสือมารัก และนิยามความรักของคุณ เปรียบดังเทพบุตร ความรักของคุณคือการให้ โดยไม่หวังสิ่งใด ความรักคือ การที่ได้เห็นคนที่เรารักมีความสุข เพียงเท่านี้ก็พอ หากคุณคิดแบบนี้ เราแนะนำให้คุณกลับไปสู่ห้วงของจินตนาการของคุณต่อไปเถอะ แต่ถ้าคุณรักใครซักคน และต้องการเขามาไว้ในครอบครอง อยากให้เขารักเรา ก็ลองอ่านข้อคิดเล็กๆ น้อยๆ ของเราดูทำให้เขารู้ซักนิดว่าคุณรักเขา อาจจะด้วยวิธีการบอกทางอ้อม หรือแสดงบางอย่างให้เขาเห็นก็ได้ เช่น ถ้าคนที่เป็นแฟนเธอได้ต้องมีซัก 100 คะแนน แล้วตอนนี้เราทำได้กี่คะแนนแล้วหรือ เอาเป็นว่าเราจะเริ่มทำคะแนนให้เธอพิจารณาแล้วกัน หรือ ด้วยคำพูดบางคำก็ได้ เราควรบอกให้เขารู้ว่าเรารู้สึกอย่างไรกับเขา แต่ไม่ควรบอกตรงๆ ไปเลย เพราะถ้าเขาไม่ชอบเราขึ้นมา อาจจะมองหน้ากันไม่ติดเลยก็ได้ เหตุที่เราควรบอกให้เขารู้สักนิด ว่าเราแอบชอบเขาอยู่เขาก็เพราะว่า ถ้าหากเราไม่บอกแก่เขา ความหวังดี สิ่งต่างๆ ที่เราทำให้เขามันจะไปเติมเต็มให้กับคำว่า เพื่อน เพียงอย่างเดียว เมื่อถึงเวลานั้นมันคงสายเกินไปแล้ว ที่เราจะไปบอกเขาว่าเรารู้สึกอย่างไร คำตอบที่ได้รับคงเป็น แกเพิ่งมาบอกอะไรเอาป่านนี้วะ
อย่าหึงมากนักนะ ในก้าวแรกของความรัก เราไม่ควรแสดงความหึงหวงมากเกินไปนัก อย่าไปแสดงความเป็นเจ้าของเชียวนะ เพราะจะทำให้คนที่คุณแอบชอบ เขารู้สึกอึดอัด บางครั้งก็ต้องให้อิสระแก่เขาบ้าง ให้เขาได้มีโลกส่วนตัวของเขา ให้เขาได้ใช้ชีวิตกับเพื่อนของเขาบ้าง
อย่าเป็นตัวตลก บ่อยครั้งที่เวลาจีบกัน ไม่รู้ว่าเป็นเพราะ ความอายหรือสิ่งใด คุณมักจะชอบคุยเรื่องตลก หรือทำตัวเป็นตัวตลก ขอแนะนำว่า เวลาที่คุยกัน อย่าได้หวังเสียหัวเราะจากคนที่คุณแอบชอบ แต่ให้หวังรอยยิ้มจากเขามากกว่านะ จำไว้คุณไม่ใช่ตัวตลก แต่คุณเป็นคนที่ทำให้เขายิ้มออกได้ทุกเมื่อ
อย่าคิดว่าตัวเองสวย หล่อ เพียงอย่างเดียว บางคนเมื่ออยู่ต่อหน้าคนที่แอบชอบแล้ว มักจะเก้กท่าหล่อ ทั้งๆ ความหล่อมันได้จากเขาไปตั้งแต่เกิดแล้ว ดังนั้นคุณควรมองหาจุดเด่นในตัวเองแล้วนำเสนอที่จุดนั้นให้มากๆ
ทั้งหมดนี้ไม่สูตรสำเร็จของความรักทั้งหมด เป็นเพียงข้อคิดเล็กๆน้อยๆ หากคุณรู้จักนำไปใช้บ้าง ก็จะช่วยให้ความรักเพื่อให้ได้ครอบครองของคุณ เป็นจริงขึ้นมาอีกหนึ่งขั้น

Thursday, November 23, 2006, 02:44 PM - ต้องรู้ให้ทัน
ความแตกต่าง.......สิ่งที่ฉันและเธอ สิ่งที่เราไม่เหมือนกัน ความแตกต่าง คือการที่เรามองผู้หนึ่งผู้ใด แล้วเขาผู้นั้นปฏิบัติไม่เหมือนกับตัวเรา นั่นคือเขาแตกต่าง สิ่งที่ไม่เหมือนกัน นั่นก็คือความแตกต่าง
คุณจะอยู่อย่างไรกับความแตกต่างเหล่านั้น
.......เลือกที่จะทำให้เหมือนกัน โดยมองดูว่าสิ่งใดแตกต่างจากคุณ แล้วก็หลีกเลี่ยงสิ่งนั้น ไม่ยอมรับในสิ่งนั้น พร้อมทั้งพยายามปรับเปลี่ยนสิ่งนั้นให้เหมือนกับคุณ โดยที่ไม่ต้องไปสนใจว่า จะเกิดผลกระทบอย่างไร จนบางครั้งทำให้เกิดการหล่อหลอมขึ้นในจิตใจว่า ผู้ที่แตกต่างหรือไม่เหมือนกับเรา ไม่ว่าในเรื่องใดก็ตาม ต่างเป็นศัตรูด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น เหอะๆ คล้อยตามข้าอยู่ขวางทางข้าตาย ไม่อยากฉิบหายจงเหมือนดั่งเรา
เลือกที่จะเรียนรู้ ยอมรับ และอยู่ด้วยกันบนความแตกต่างนั้นให้ได้ คือการเรียนรู้ถึงความแตกต่าง เรียนรู้ถึงสิ่งที่ไม่เหมือนกัน เรียนรู้ในสิ่งที่แตกต่างออกไป และยอมรับว่า สิ่งหนึ่งสิ่งใดนั้นแตกต่างจากสิ่งหนึ่งสิ่งใด ไม่ใช่ว่าเป็นการหลอมรวม แต่เป็นยอมรับต่อความจริง ยอมรับต่อความแตกต่างที่มี ยอมรับว่าความแตกต่างนั้นจะไม่เหมือนกัน และอยู่ร่วมกันบนความแตกต่างนั้นให้ได้ ดังเช่น ผู้ชรา กับ วัยรุ่น ที่แตกต่างกันด้วยอายุ ต่างฝ่ายก็ต้องยอมรับว่าทั้งสองฝ่ายนั้นไม่เหมือนกัน ยอมรับในความเป็นจริง เรียนรู้ในความเป็นจริง และอยู่ร่วมกัน หากพิจารณาดูแล้วจะเห็นว่า ความแตกต่างระหว่างวัยรุ่น กับ ผู้ชรา สิ่งที่ทำให้เขาแตกต่าง คือเส้นคั่นแห่งกาลเวลาเพียงเท่านั้นเอง
.......สำหรับแบบแรก ผู้ที่ไม่ยอมรับความแตกต่าง มักจะเป็นผู้ที่ไม่มั่นใจตัวเองหรือสิ่งที่ตนเองทำอยู่ ไม่มั่นใจในความแตกต่างของตัวเอง จึงไม่อยากยอมรับความแตกต่าง ไม่อยากยอมรับรู้ในเรื่องอื่นๆ เพราะกลัวว่ามันจะมาเปลี่ยนชีวิตของเขาไป
.......แบบที่สอง มั่นใจในความแตกต่างที่ตนเองแตกต่างขึ้นมาอีกเล็กน้อยถึงปานกลาง เป็นผู้ที่ใจกว้าง อีกทั้งแนวความคิดแบบนี้ เป็นความคิดของผู้มีเสรีภาพในหัวใจ นั่นคือทั่วหล้าไม่มีที่ใดเหมือนกันหมด แต่น่าจะมีสักหนึ่งที่ ที่ความแตกต่างอยู่ด้วยกันได้ เป็นการอยู่เสรี กินเสรี นอนเสรี คือ อยู่อย่างเสรี ความแตกต่างที่เกิดขึ้นได้แตกต่างกันอย่างเต็มที่แต่ไม่ไปส่งผลเสียต่อสิ่งอื่น
.......ในชีวิตประจำวันของเราทุกวันนี้ มีความแตกต่างเกิดขึ้นอย่างมากมาย และเราไม่สามารถไปทำอะไรกับความแตกต่างเหล่านั้นได้ ดังนั้นจะเลือกอย่างไร จะเลือกทำลายร้ายทุกความแตกต่าง ที่ไม่เหมือนกัน หรือ เรียนรู้ ยอมรับความจริง และอยู่ร่วมกันให้ได้บนความแตกต่างเหล่านั้น
Monday, November 20, 2006, 01:29 PM - ต้องรู้ให้ทัน

.......การแข่งขัน คือการที่มนุษย์ ได้จัดให้ทำกิจกรรมในศาสตร์อย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อค้นหาผู้ที่ทำกิจกรรมในศาสตร์นั้นๆ ได้ดีที่สุด
.......ผู้ที่ได้รับการยอมรับว่าทำกิจกรรมในศาสตร์นั้นๆ ได้ดีที่สุด จะถูกเรียกว่า ผู้ชนะในการแข่งขัน บางคนทำทุกสิ่งเพื่อให้ได้มาซึ่งชัยชนะ อาจจะด้วยวิธีที่ดีหรือไม่ดีก็แล้วแต่ แต่คนพวกนั้นจะมุ่งมั่นอย่างที่สุดเพื่อให้ได้รับชัยชนะ พวกเขาจะเอาความภาคภูมิใจทั้งหมด ไปฝากไว้กับเหรียญโลหะ หรือถ้วยที่ทำจากวัตถุธาตุ ซึ่งเรื่องเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องไม่ดี ตรงกันข้าม มันกลับเป็นเรื่องที่ดี และเราก็ขอสนับสนุนให้มีความลุ่มหลงในชัยชนะ และลุ่มหลงในวัตถุซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งชัย เพราะสิ่งนั้นเป็นสีสันของการแข่งขัน และเป็นอุบายอันแยบยลที่จะทำให้มนุษย์มีการพัฒนาตัวเอง
.......เพียงบางสิ่งที่อยากสะกิดซักเล็กน้อย บางครั้งในการแข่งขัน ทุกคนล้วนมุ่งมั่นที่จะเอาชัยชนะอย่างเดียว โดยที่ไม่ได้สนใจสิ่งต่างๆ เลย จนเมื่อเขาได้รับชัยชนะ เขาก็ได้รางวัลที่เขาประสงค์ แล้วหลังจากนั้นเขาก็กลับบ้าน อยู่ที่บ้านอย่างนั้น หลายต่อหลายปีผ่านไป สิ่งเดียวที่เขาภาคภูมิใจมันคือรางวัลนั้น ซึ่งรางวัลนั้นมันอาจจะอยู่กับเขาหรืออาจจะศูนย์หายไปก็ได้ ถ้าเป็นแบบนั้น ในการแข่งขันเขาคงได้รับชัยชนะเพียงอย่างเดียว โดยที่ไม่ได้รับสิ่งอื่นอีกเลย คือเขาชนะแต่เหมือนไม่ได้ชัยชนะ เขาชนะโดยที่ไม่ได้อะไรเลย ยิ่งถ้าโชคร้ายเขากลายเป็นผู้แพ้ เขาคงย่อยยับสิ้นดี ซึ่งถ้าหากเขาใส่ใจในการแข่งขัน เรียนรู้สิ่งต่างๆ รอบตัวไปด้วย จะช่วยเพื่อคุณค่าในการแข่งขันให้กับเขา ถึงเขาจะแพ้แต่เขาก็จะได้บางสิ่งกลับไปแทน
.......ในการแข่งขันนั้นบางครั้งไม่ได้ต้องการแค่ชัยชนะเสมอไป ภาพที่เห็นได้ชัด คือการแข่งขันนกเขาชวา หลายต่อหลายคนต้องทุ่มทุนซื้อนกเขาชวาพันธ์ดี ค้นหาสุดยอดของนก ด้วยราคาค่าตัวเป็นหลักแสน และบางตัวมีราคาเป็นล้านก็มี ต้องมีการเลี้ยงการฝึกฝนที่ดี บางคนถึงกับจ้างคนเลี้ยงนก ต้องให้กินอาหารที่ดี มีการป้อนอาหารเสริม เพื่อบำรุงร่างกายตามเวลาที่กำหนด ต้องอาบนั้นให้นก โดยเฉพาะกรงนกที่ต้องทำความสะอาดทุกวัน ต้องพาไปขึ้นรอกซ้อมเป็นประจำ ถึงวันแข่งต้องตื่นแต่เช้า เพื่อนำนกไปแข่งให้ทัน บางที่ต้องเดินทางเป็นหลักร้อยกิโลโลเมตร ต้องไปให้ถึงประมาณ 7.00 น. เพื่อเตรียมความพร้อมของนกตนเองก่อนแข่งขัน จะเห็นได้ว่าคนพวกนี้ต้องใช้ทั้งแรงทุนและแรงกาย แต่ว่าในการแข่งขั้นนั้นกลับตรงกันข้าม บางครั้งพวกเขาไม่ได้ต้องการชัยชนะเพียงอย่างเดียว ซึ่งตรงนี้ทำให้เราเห็นได้ว่า ในการแข่งขันนั้นบางครั้งก็ต้องการเพียงเพื่อนร่วมศาสตร์ ต้องการเพียงเพื่อนร่วมแข่งขัน
.......นอกจากชัยชนะที่ต้องการในการแข่งขันแล้ว เพื่อนร่วมแข่งขันก็เป็นที่ต้องการไม่แพ้กัน และควรทำความรู้จักกับเพื่อนร่วมแข่งขันนั้นให้มาก เพราะเมื่อการแข่งขันจบลง คุณจะชนะหรือไม่ก็ตาม เมื่อคุณกลับไปที่บ้าน แล้วคุณหันกลับมามอง คุณจะเห็นประสบการณ์ต่างๆ ที่น่าจดจำอย่างมากมาย ดังนั้นจึงฟันธงได้ว่า เพื่อนร่วมแข่งขันเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับการแข่งขัน จำเป็นสำหรับชัยชนะ จำเป็นสำหรับนักกีฬา
.......หากคุณเป็นนักกีฬา ครั้งหน้าถ้ามีนักข่าวมาถามคุณจะตอบว่าอย่างไร ตอบว่า ฉันต้องการชัยชนะ อย่างนั้นหรือ ดังนั้นหากคุณเป็นนักกีฬาว่ายน้ำ ซึ่งในสระนั้นมีคุณคนเดียว ไม่มีผู้ร่วมแข่งขัน และคุณจงว่ายน้ำไปคนเดียว และกระโดดโลดเต้นกับชัยชนะที่ได้มาเถิด หรือตอบว่าต้องการเพื่อนร่วมแข่งขันที่มีทักษะไม่แพ้คุณ และต้องการทำให้เหนือกว่าเขา

Friday, November 17, 2006, 10:41 AM - ต้องรู้ให้ทัน
.......บ่อยครั้งที่คุณคิดว่าคุณโง่ บ่อยครั้งที่คุณคิดว่าคนอื่นฉลาดกว่าคุณ ไม่จริงเสมอไป คุณกำลังมองข้ามตัวเองไปหรือป่าว ปัญหาไม่ได้อยู่ที่คุณโง่ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เขาฉลาดกว่า แต่ปัญหาอยู่ที่คุณเข้าใจและนิยามความฉลาดว่าเป็นอย่างไร .......หากความฉลาดคือ ผู้ที่สามารถคิดค้นอาวุธมาฆ่าล้างเผ่าพันธ์เพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ผู้ที่ฉลาดที่สุดคงเป็นคนอเมริกา
.......หากความฉลาดคือ ผู้ที่มียอดการผลิตอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ไฮเทคอื่นๆ เป็นจำนวนมาก คนยี่ปุ่นคงเป็นหนึ่งในผู้ฉลาด
.......หากความฉลาดคือ ผู้ที่มีความสุขกับการใช้ชีวิต ผู้ที่อยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างฉลาด ผู้ฉลาดในการพึ่งพาธรรมชาติ ผู้ที่ฉลาดคือ ชาวนา ชาวสวนยาง ชาวสวนไร่อ้อย และเกษตรกรอื่นๆ
.......หากความฉลาดคือ ผู้ที่มีความสามารถในการเขียนเว็บ ผู้ที่มีความสามารถในการใช้ภาษาเขียน ตัวเราเองคงเป็นในหนึ่งนั้นด้วย อ๊ะกะรู้ อาเด้อ จุ๊กกรู้ๆ ขอประทานอภัยท่านผู้อ่านด้วย เมื่อซักครู่ เราออกอาการกระแดะไปนิดนึง
.......หากความฉลาดคือ ผู้ที่คำนวนเก่ง และจดจำอักษรที่อยู่บนแผ่นกระดาษได้เก่ง ผู้ฉลาดคงเป็น นักเรียนที่ได้เหรียญทองโอลิมปิคคณิตศาสตร์ หรือผู้ที่เอนทร้านซ์ติด
.......ตัวคุณเองก็คือคนฉลาด และทุกคนไม่ใช่คนโง่ แต่นิยามคำว่าฉลาด แบบไหนที่คุณต้องการ นิยามของคำว่าฉลาดที่อิงกับความใฝ่ฝันของทุกคน คือ การเรียนเก่งๆ เก่งในที่นี้คือสามารถทำแบบสอบถาม หรือข้อสอบได้ทุกข้อ จากนั้นเมื่อจบไปแล้ว ก็ได้ไปนั่งทำงานบนโต๊ะทำงาน เซ็นต์ชื่อนิดเดียวได้เงินมากๆ จากนั้นก็เป็นนักสะสม สะสมเงินทอง สะสมรถยนต์ สะสมบ้าน นำสิ่งของที่สะสมออกมาโอ้อวดกัน แต่งงานเพื่อทำการสืบพันธ์ แล้วเขาก็ตาย โดยให้มีทายาทมาทำการสะสมต่อ คุณคิดว่าแบบนี้คือนิยามของคำว่า ฉลาด แล้วหรือไม่ คุณต้องตัดสินใจว่าจะเดินตามทางนี้ หรือว่าจะนิยามคำว่าฉลาดขึ้นมาเอง แล้วเดินไปสู่ความฝันของตนเอง เพราะคุณคือผู้ฉลาดที่เลือกได้
Back Next


ปฏิทิน



