Monday, November 19, 2007, 09:39 AM - เรื่องเล่า ความจริงที่โกหก
ทุกๆ เช้า ที่เราตื่นขึ้นมา มีบางสิ่งบางอย่างกำลังเปลี่ยนไป มันจะค่อยๆ เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ทุกสิ่งทุกอย่างมันเริ่มที่จะผิดไปจากเดิม บางสิ่งไม่ได้เป็นอย่างที่ควรจะเป็น ในขณะที่คนอื่นๆ กลับไม่ได้รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลง มีเรื่องไม่คาดคิดต่างๆ เกิดขึ้นอย่างมากมาย เรื่องร้ายแรงกลายเป็นเพียง เรื่องปกติทั่วไป เรื่องเล็กๆ กลับถูกนำมาเป็นเรื่องใหญ่ เรารู้สึกกลัว และหนาวเหน็บ ไม่รู้ว่าตอนนี้อยู่ที่ไหน กับใครกันแน่ แต่อย่างน้อย ก็ยังดีที่เรารับรู้สิ่งต่างๆ เหล่านี้ ทำให้เราได้เฝ้าดูการเปลี่ยนแปลงของสิ่งต่างๆ และครุ่นคิด หรือว่านี่คือโชคร้ายของเรา ที่เราไม่ได้ถูกเปลี่ยนแปลง เราเหมือนถูกปล่อยเดี่ยวจากทุกสิ่ง ไม่ว่าข้างกายจะเป็นอะไร เราก็ยังคงอยู่กับความเหงาเหมือนเดิม ความดีที่ได้ทำ ทำไปเพราะรู้ว่ามันดี แต่วันนี้ ทุกสิ่งเปลี่ยนไป ความดีคือเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง อยู่ด้วยความจริงทำให้สูญเสีย หลอกลวงเป็นสุดยอดของน้ำใจ คนดีกำลังกลายเป็นคนผิด คนซื่อสัตย์กลับต้องถูกประณาม ว่าคิดไม่ซื่อ อะไรกันแน่คือต้นตอของการเปลี่ยนแปลง ครุ่นคิด ค้นหาคำตอบเป็นเวลานาน จนทำให้ลืมที่จะคิดไปเสียแล้ว หากจะหยุดทุกสิ่งทุกอย่าง เห็นว่าคงมีทางเดียว คือ การปล่อยวางจากสิ่งต่างๆ อย่าได้ไปวิ่งตามมันเลย หยุด แล้วครุ่นคิด 




( 3 / 314 )
Saturday, September 1, 2007, 09:09 AM - เรื่องเล่า ความจริงที่โกหก
เจ้าตัวกลม เป็นลูกกลมๆ ตัวเล็ก มันถูกทำมาจากยาง เจ้าตัวกลมอาศัยอยู่ในร้านขายของแห่งหนึ่ง มันมักจะอวดอ้างถึงความรวดเร็วของมัน เพราะว่ามันกลม อีกทั้งทำด้วยยาง จึงทำให้มันสามารถเคลื่อนที่ ไปบนชั้นวางของ ได้อย่างรวดเร็ว วันหนึ่งมันเด้งผ่านยาเม็ด มันก็อวดอ้าง พร้อมกับเยอะเย้ย ยาเม็ด "ดูแกซิ ตัวแกมันช่างแบนจริง ไปไหนมาไหนคงอึดอาดน่าดูนะ ไม่เหมือนฉันที่เด้งได้ ฉันเคลื่อนที่อย่างว่องไว" ยาเม็ดจึงตอบเจ้าตัวกลมไปว่า "ฉันมีญาติเป็นลูกฟุตบอล เขาเร็วกว่านายแน่ ลองไปแข่งกับเขาดูซิ"ในไม่ช้าเจ้าตัวกลมก็เด้งออกไปนอกร้าน ไปที่สนามหญ้าไปท้าแข่งกับลูกฟุตบอล โดยมีเงื่อนไขว่า ให้ออกตัวจากประตูอีกฝั่งหนึ่ง ไปถึงประตูอีกฝั่งหนึ่ง ใครถึงก่อนชนะั เจ้าตัวกลมรับคำท้าอย่ากล้าหาญ ทันทีที่ออกตัว ปรากฏว่า ด้วยพื้นสนามที่เป็นหญ้า เจ้าตัวกลมที่เป็นยางกลมๆ เล็กๆ วิ่งไปได้ช้ามาก แถมไม่สามารถเด้งได้สูง เหมือนพื้นในร้านค้าด้วย ในที่สุดมันก็แพ้ต่อฟุตบอล เจ้าตัวกลมจึงขอว่า "ลูกฟุตบอล เธอช่างเร็วจริงๆ ฉันอยากเร็วอย่างเธอบ้าง ขอให้ฉันเป็นลูกฟุตบอลด้วยได้ไหม" และแล้ว มันก็ได้รับ พรวิเศษที่เปลี่ยนมันเป็นลูกฟุตบอล
เจ้าตัวกลม ที่อยู่ในร่างใหม่ ร่างของฟุตบอล มันก็ได้ยะโสโอหัง ขึ้นอีกมาก มันได้ไปพบกับ ลูกแก้ว ที่เด็กๆ ใช้เล่นกัน มันจึงเยอะเย้ย และท้าลูกแก้ว แข่งกับมัน สนามที่ใช้ในการแข่งขันคือ จากท่อระบายน้ำ ใครออกสู่แม่น้ำได้ก่อน ฝ่ายนั้นชนะ ด้วยความใหญ่ของฟุตบอลทำให้เคลื่อนที่ได้ช้ามาก ในท่อระบายน้ำ ในขณะที่ลูกแก้ว สามารถกลิ้งไปได้เร็วมาก อีกทั้งยังสามารถลัดตามช่องแคบต่างๆ ได้อีกด้วย อนิจจา เจ้าตัวกลมต้องพบกับความพ่ายแพ้อีกครั้งหนึ่ง มันจึงขอ ด้วยความเร็วของลูกแก้ว ขอให้มันเป็นลูกแก้วเถิด แล้วมัีนก็ได้รับพรนั้นอย่างสมใจ
ในตอนนี้ เจ้าตัวกลมได้กลายเป็นลูกแก้วไปแล้ว ตอนนี้มันอยู่ที่ปลายสุดของท่อระบายน้ำ ที่เป็นจุดสั้นสุดการแข่งขันของมัน กับลูกแก้ว มันนั่งมองสายน้ำที่ไหลไปอย่างช้าๆ ในทันใดนั้น มันก็ตะโกน ท้าแข่งกับสายน้ำ "โอ้สายน้ำเอ๋ย ฟังถ้าเถิด ตัวข้า คือ ผู้ที่เร็วที่สุดบนแผ่นดินนี้ มาแข่งกับข้าเถิด" สายน้ำรับคำถ้่าของเจ้าตัวกลม โดยใช้ลำธารเป็นสนามแข่ง ใครสามารถรอดใต้สะพานไม้ ที่อยู่ข้างหน้าได้ ถือว่า ชนะ เจ้าตัวกลมที่เวลานี้กลายเป็นลูกแก้ว เมื่อมันโดดลงในสำธาร มันก็ได้จมดิ่งลง และถูกดินโคลนดูดไว้ จนมันไม่สามารถคลื่นที่ได้ ชัยชนะ จึงตกเป็นของสายน้ำ แล้วเจ้าตัวกลม ก็ไม่ช้าที่จะขอให้มันกลายเป็นสายน้ำ มันก็ได้รับพรน้ันอีกครั้ง
เจ้าตัวกลมที่เป็นสายน้ำ ไหลอย่างสบายใจ มันไหลผ่านซอกหิน ผ่านลำธาร ผ่านน้ำตก และที่ทำให้มันมีความสุขที่สุด ก็คือมันคิดว่ามันคือผู้ที่เร็วที่สุด วันหนึ่งขณะที่มันกำลังไหลอย่างสบายใจ มันได้พบกับสายลม ที่พัดมากระแทกมันอย่างแรง เจ้าตัวกลมไม่รอช้าที่จะ ร้องท้าแข่งกับสายลม "ใครที่ออกสู่ทะเลได้ก่อน คนนั้นเป็นฝ่ายชนะ" เจ้าตัวกลมไหลไปอย่างรวดเร็วตามลำธาร เลี้ยวซ้ายที ขวาที ในขณะที่ สายลม พัดผ่านต้นไม้ ผ่านป่า เหมือนเส้นตรง และสามารถออกสู่ทะเลได้ก่อนมัน ในเมื่อมันแพ้ให้กับสายลม มันจึงขอพร เพื่อจะให้ตัวมันเป็นสายลม "โอ้สายลม โปรดประทานพร ให้ข้า เป็นแบบท่านด้วยเถิด" สายลมตอบว่า "ข้าพัดผ่านในหลายๆ ที่ ข้าได้พบเห็นสิ่งต่างๆ มากมาย และข้ารู้ดีว่า ข้าไม่ใช่ผู้ที่เร็วที่สุด อย่างที่เจ้าเข้าใจหรอก แสงต่างหาก แสงจากพระอาทิตย์ คือผู้ที่เร็วที่สุด" เจ้าตัวกลมตัดสินใจ ไปหาพระอาทิตย์ และขอต่อพระอาทิตย์ให้มันเป็นแสง และมันก็ได้รับพรนั้นจากพระอาทิตย์ บัดนี้เจ้าตัวกลมได้กลายเป็นแสงไปแล้ว
หลังจากที่เจ้าตัวกลมเป็นแสง มันก็ออกเดินทางไปยังที่ต่างๆ ทั่วโลก มันได้ท้าแข่งกับผู้อื่นมากมาย และมันก็ได้รับชนะมาตลอด มันคิดเสมอว่า โลกนี้คงไม่มีใครเร็วเท่ากับมันอีกแล้ว มันได้ท้าแข่งกับม้าแข่งที่เร็วที่สุด แข่งกับสายฝน แข่งกับแรงดึงดูด แม้แต่เสียง ก็ยังแพ้ให้ักับเจ้าตัวกลมที่กลายเป็นแสง เจ้าตัวกลมจะท้าแข่งกับทุกสิ่งทุกอย่างที่มันได้พบ
วันหนึ่งเวลาประมาณ 3 โมงเย็น ด้วยความที่มันเป็นแสง มันจึงสามารถสอดส่อง เข้าไปในบ้านของผู้อื่น ผ่านทางหน้าต่างได้ วันนี้มันได้เข้าไปในห้องของผู้เฒ่าคนหนึ่ง ผู้เฒ่าคนนึ้ ทุกคนในหมู่บ้านจะเรียกว่า นักปราช หรือผู้รู้ เมื่อเจ้าตัวกลมเข้าไปในห้องของนักปราชแล้ว มันเห็นนักปราชกำลังเขียนหนังสืออยู่บนโต๊ะทำงาน มันจึงท้ายนักปราชใ้ห้แข่งกับมัน นักปราชตอบว่า "ท่านผู้เป็นแสง ท่านผู้อยู่บนฟากฟ้า เวลานี้ของให้ข้าทำงานของข้าให้เสร็จก่อนได้ไหม" เจ้าตัวกลม ตกลงที่จะรอ เมื่อนักปราชเขียนหนังสือเสร็จ ก็นำเอาหนังสือเล่มนั้นวางไว้บนโต๊ะ จากนั้นก็ตกลงรับคำถ้าของเจ้าตัวกลมผู้กลายเป็นแสง โดยมีกติกาในการแข่งว่า เวลา 6 โมงเช้า จุดเริ่มต้นจะอยู่ที่นอกเมือง ใครก็ตาม ที่เข้ามาถึง หนังสือเล่มนี้ได้ก่อน จะเป็นฝ่ายชนะ
เมื่อถึงเวลา 6 โมงเช้า เจ้าตัวกลมก็มารอยู่ที่นอกเมือง ในขณะที่นักปราชกำลัง ขี่ลา ออกจากบ้านไปยังจุดเริ่มต้น ระหว่างทางนักปราชได้แวะคุย สนทนา แก้ปัญหาต่างๆ ให้ชาวบ้านไปเรือย เจ้าตัวกลม จึงร้องเรียกจากฟากฟ้าว่า "นี่ก็ 6 โมงเช้าแล้ว ข้ามาอยู่ที่จุดเริ่มต้นแล้วนะ หากท่าน ยังมาไม่ถึง ข้าจะออกตัวก่อนนะ" นักปราชได้ยินดังนั้น ก็ยิ้มรับ พร้อมกับพยักหน้า ทันทีที่เจ้าตัวกลมออกตัว มันได้พุ่งทยานด้วยความเร็วสูง แต่ทว่า มันไม่สามารถ เข้าไปที่หนังสือเล่มนั้นได้ เพราะว่า มีชั้นหนังสือวางขวางอยู่ ทำให้หนังสือเล่มนั้นอยู่ในเงามืดพอดี เจ้าตัวกลมคงต้องรอให้ถึง 3 โมงเย็น แบบเมื่อวาน ให้พระอาทิตย์ไปอยู่ทางทิศตะวันตก ถึงจะสามารถเข้าไปถึงหนังสือได้ ขณะเดียวกัน นักปราชก็ได้ไปถึงจุดเริ่มต้นสำหรับออกตัว นักปราชได้นั่งพักสักครู่ ก่อนจะขี่ลาของเขากลับมาที่ห้องอย่างไม่รีบร้อน เขาค่อยๆ นำมือมาวางบนหนังสือ พร้อมกับหยิบหนังสือเล่มนั้น ออกมาจากเงามึด เป็นการส่งสัญญาณให้เจ้าตัวกลมได้รับรู้ว่า มันได้รับความพ่ายแพ้
การพ่ายแพ้ครั้งนี้สร้างความเจ็บปวดให้กับเจ้าตัวกลมเป็นอย่างมาก เพราะมันไม่เคยแพ้ใครมานานมากแล้ว แ้ละมันก็รู้ดีว่า แสงคือสิ่งที่เร็วที่สุด มันจึงขอกับนักปราชว่า "ขอให้ฉันเป็นท่านได้ใหม หรือให้ฉันเป็นสิ่งใดก็ได้ที่เร็วที่สุด" นักปราชจึงตอบเจ้าตัวกลมไปว่า "เจ้าไม่จำเป็นต้องเร็วที่สุดหรอก" พร้อมกันนี้ นักปราชยังได้สอน ให้เจ้าตัวกลมรู้สำนึกด้วยว่า "การเดินทาง การเคลื่อนที่ ที่ผ่านมา เจ้าไม่ได้คิด ไม่ได้พิจารณาบ้างหรือ บางครั้งการเคลื่อนที่ก็ไม่จำเป็นต้องเร็วที่สุด น้ำเคลื่อนที่ไม่ใช่เพื่อความเร็วที่สุด แต่เพื่อการเจริญเติบโตของพฤกษาตามรายทางที่ได้ผ่านมา ลมไม่ได้คลื่นที่เพราะต้องการความเร็วที่สุด แต่เพื่อการเปลี่ยนแปลงของฤดู นกไม่ได้บินเพื่อหวังความเร็วที่สุด แต่เพื่อหาอาหาร และเพื่อความอยู่รอด บอลของเล่นไม่ได้คลื่อนที่เพราะต้องการความเร็ว แต่เพือความสนุกสนานของเด็กๆ แสงก็ไม่ได้มีไว้เพื่ีอความเร็ว แต่เพื่อคุณประโยชน์ทั้งกลางวัน และกลางคืน" นักปราชยังกล่าวสอนเจ้าตัวกลมอีกว่า "ดังเช่นการเดินทางข้ามภูเขา ไม่ใช่เพื่อความเร็วในการเดินทาง แต่เพื่อความงดงาม เมื่อไปยืนอยู่บนยอดเขา" ประโยคสุดท้ายที่นักปราชสอนเจ้าตัวกลม "การเคลื่อนที่จากจุดหนึ่ง ไปอีกจุดหนึ่ง ไม่ใช่เพื่อความเร็วที่สุด แต่เพื่อหาสิ่งที่ดีที่สุดในการเคลื่อนที่นั้นๆ"
จากนั้นมาก เจ้าตัวกลม ก็กลับคืนสู่สภาพเดิม และคงอยู่ มาใจทุกวันนี้ บางคนก็เรียกว่าลูกเด้ง ทุกๆ การเคลื่อนที่ของมัน เพื่อหวังให้เด็กๆ และทุกคนมีความสุข
Sunday, May 20, 2007, 11:15 AM - เรื่องเล่า ความจริงที่โกหก
ความรัก ที่ทำให้คนมาพบกัน หล่อหลอมจนกลายเป็นครอบครัว แต่เมื่อนานวันเข้า ความรักกลับเปลี่ยนไป ความรักกลับลดน้อยลง กลายเป็นความเห็นแก่ตัว กลายเป็นความเห็นแก่พวกพ้อง นี่แม่กู ใครจะด่าไม่ได้ และแล้ว ความรักก็จบลง ด้วยความรักต่อพ่อแม่ ด้วยเหตุที่ว่า คู่รักของเรานั้น ใช้วาจาสามหาว ต่อพ่อแม่ของเรา โดยด่าผ่านเราอีกที ความหลอกลวง ก็เกิดขึ้น ครั้งแล้วครั้งเล่า หลายสิบครั้งที่หลอกลวง แต่ก็หลายสินครั้งเช่นกัน ที่เชื่อใจ และให้โอกาสใหม่ จนความเชื่อมั่นใจคำสัญญามันลดลง แต่นั่นมันก็ได้ทำให้ ความเจ็บปวดน้อยลงเช่นกัน ทุกครั้งที่สัญญา ก็แทบจะคาดหวังอะไรไม่ได้อยู่แล้ว ก็เป็นการเตรียมพร้อม ต้อนรับกับการมาเยือนของ ความหลอกลวง
ไม่นึกเลย ว่าเงินจะมีอำนาจมากขนาดนี้ ความรักที่บริสุทธฺ์ ความรักที่เงินหาซื้อไม่ได้ มันแทบจะกลายเป็นเพียงแค่ ความรักในความผัน เมื่อเจอกับอำนาจเงินตรา เธอคงไม่เอ่ย ว่าอยากได้เงิน แต่เธอยืนยันด้วยวาจา ว่านี่แหละ คือ รักแท้ จนในที่สุด เมื่อการทดสอบมาถึง เมื่อการลองใจมาถึง เมื่อได้ทำการลองใจเธอ ด้วยเงิน ก็ทำให้เห็นอย่างชัดเจนว่า อะไรเป็นอะไร เธอถึงกับ แสดงตนออกมา ด้วยซานตาในคราบนางฟ้า แม้แต่มนุษย์ตาบอด ก็ยังสามารถมองเห็น หัวใจแพทศยาของเธอได้ หัวใจที่ชุ่มเปียกไปด้วย น้ำลายอันโสมมของคำว่าทรัพย์สมบัติ
จากก้นบึ้งของหัวใจ ยังคงความรักอันมหาศาลที่มีต่อกัน แต่ด้วยความอัปรีย์ ที่มันลอยอยู่บนผิวหน้าของหัวใจ ด้วยสันดานของเผ่าพันธ์ เกิดความแตกต่าง เป็นรอยแยกของภูเขาไฟ ที่ไม่สามารถต่อรอยแยกนั้นได้ คู่รัก ครอบครัว ต้องแยกทาง หันหน้าสู่ความจริง ต่างผ่ายต่างออกเดิน สู่ปลายถนนคนละด้าน

Saturday, March 3, 2007, 11:03 AM - เรื่องเล่า ความจริงที่โกหก
ผมหวังว่าคุณคงจะอ่านลายมือของผมออก ผมเป็นทหาร และตอนนี้ผมก็อยู่ในสงครามกลางเมือง สงครามแทบจะกลืนกินชีวิตของผม ไปจนหมดสิ้น ผมจะไม่บอกว่าผมมาติดอยู่ในสงครามนี้ ได้อย่างไร แต่ผมจะเล่าเรื่องเดียวที่ผมยังจำได้ และยังคงติดอยู่ในหัวใจของผม เรื่องมีอยู่ว่า ก่อนหน้าที่จะมีสงครามกลางเมือง ในตอนที่ทุกอย่างสงบสุข ตอนที่กลางคืนเป็นเวลาหลับนอน และมีความสุขกับภรรยา ไม่ใช่เวลาที่ผมจะต้องผวาตื่น ตอนที่รุ่งเช้าจะมีแสงแดดอ่อน โลมเลียมาบนที่นอนของผม ไม่ใช่เสียงจรวด RPG วิ่งมากระแทกที่กำแพงตึก ผมกับภรรยาแต่งงานกัน เรามีลูกด้วยกัน 2 คน แต่ก็เหมือนมีลูกเพียงคนเดียว เพราะผมได้เสียสิทธิ์การเลี้ยงดูลูก หลังจากที่ผมใด้เซ็นต์ให้ผู้อื่น เข้ามามีสิทธิ์เป็นพ่อแม่บุญธรรม แต่ผมกับภรรยาก็ยังมีลูกชายคนโตอยู่ พวกเราทำงานในเมืองอื่น ช่วงวัดหยุด เราตัดสินใจเดินทางกลับมาเยี่ยมบ้านเกิดของภรรยา จากนั้นไม่นาน ผมก็ได้รับรู้ถึงความคิดอันสุดชั่วช้า ของญาติฝ่ายภรรยาผม ผมทนไม่ได้ และเรื่องนั่นก็นำมาสู่การแยกทางของเรา ลูกคนโตของผม ไม่ได้อยู่กับผม เพราะผมไม่มีความสามารถนำมาได้ ก็ที่นี่มันถิ่นของเขา พวกเขาทั้งนั้น ในเวลานั้น ผมจำได้ว่า ผมเหมือนหมดสิ้นทุกอย่าง ผมไม่รู้จะไปที่ไหน มันทำให้ผมรู้ว่า เวลาของครอบครัวไม่ใช่ ความน่ารำคาญ หากแต่มันคือความอบอุ่น ที่มนุษย์คนนึงจะพึงหาได้บนโลกใบนี้ โลกของผมเหมือนมืดไปหมด ผมเศร้าโศกเสียใจอยู่นานมาก จนความเสียใจมันหมดไป อาจเป็นเพราะผมเข้มแข็งขึ้น หรือไม่ก็เพราะผมเบื่อหน่ายกับความเสียใจ จากนั้นไม่นาน เมืองนี้ก็เกิดสงครามกลางเมืองขึ้น โอกาสที่ผมจะได้เจอภรรยากับลูกแทบจะไม่มีเลย เพราะสงครามทำให้ผู้คนพากันหลบหนี พากันย้ายไปหลบซ่อนตัวในป่า แล้วใช้เมืองเป็นสนามรบ ทางฝ่ายรัฐบาลได้เปิดรับทหารกองอาสา ผมจึงเข้ารับการฝึกเป็นทหาร เพราะนั่นเป็นทางเดียวที่จะทำให้ผม อยู่ในเมืองนี้ได้ เป็นทางเดียวที่จะทำให้ผม ได้พบกับภรรยากับลูกอีกครั้งจนวันนี้ เวลาก็ผ่านมาถึง 5 ปีแล้ว ผมยังมีชีวิตอยู่ และอยู่ในกลุ่มของทหารฝีมือดี ทุกๆ สมรภูมิ ที่ผ่านมาผมอาสาเป็นแนวหน้าตลอด ผมวิ่งเข้าใส่ข้าศึก ไม่ใช่เพราะความกล้า แต่เพราะโลกของผมมันมืดดับ ผมจะต้องก้าวออกไปหาแสงตะวัน เพื่อค้นหาว่าที่อยู่ตรงหน้านั้นมีภรรยากับลูกของผมอยู่บ้างหรือป่าว หากไม่มี ผมก็ต้องอยู่รอด อยู่รอดเพื่อวันรุ่งขึ้นผมจะได้ก้าวออกไปค้าหาแสงตะวันอีก แต่นั่นก็ 5 ปีแล้ว ผมยังไม่ได้เจอลูกเมียผมเลย และตอนนี้ผมกับเพื่อนทหารด้วยกัน ก็กำลังตกเป็นฝ่ายตั้งรับ เมื่อคืนนี้ฝ่ายต่อต้านได้ระเบิดสะพาน และเข้ายึดสถานที่สำคัญบางจุด ตอนนี้เสบียงของพวกเราถูกตัดขาด ผมไม่รู้ว่าพวกเขาไปหาคนมาจากไหน พวกเขาไม่มีชุดทหารเหมือนเรา เป็นชาวบ้านที่จับปืนสู้กับเรา แต่พวกเขามีมากเหลือเกิน พวกเขาหลั่งไหลมากันตลอด ตอนนี้ฝ่ายต่อต้านที่อยู่ด้านนอกพยายามบุกเข้ามา พวกเราต้องผลัดกันออกไปยิงสกัดไว้ที่ด้านนอก เสียงปืน เสียงระเบิด และลูกกระสุนที่พุ่งเข้ามา บางครั้งมันก็ทำให้ประสาทของผมแทบบ้าได้เหมือนกัน ผมไม่รู้ว่ามันมาจากทางไหนบ้าง เพราะมันมีมากเหลือเกิน เมื่อได้ยินเสียงปืน หรือมีกระสุนเฉียดมา เราจะพยายามมองหาแสง แล้วยิงไปที่จุดนั้น เพราะแสงนั้นอาจจะเป็น แสงจากปืนของฝ่ายต่อต้าน นั่นเป็นสิ่งพวกเราทำกันในเวลาที่ตกอยู่ในดงกระสุน เพราะพวกเราไม่มีเวลามองขึ้นไปในหน้าต่างชั้นสอง หรือยอดตึก ว่ามีฝ่ายต่อต้านดักยิงหรือป่าว พวกเราไม่มีเวลาวางแผนด้วยซ้ำ พวกเขามีมากจริงๆ ตอนนี้พวกเราต้องเป็นฝ่ายตั้งรับการโจมตีอย่างหนักของพวกเขา บางคนอาจจะคิดว่าพวกเราหลบซ่อนกันเหมือนในหนัง แต่ของจริงมันไม่เหมือนกัน ด้านกำแพงน่ะหรือ พวกเราไม่สามารถพิงกำแพงได้ เพราะถ้าพวกเขายิง RPG เข้ามา กำแพง อาจจะพังใส่เรา แต่ถ้ากำแพงไม่พังลงมา แรงสะเทือนของมันก็ทำให้เราบาดเจ็บได้ และเสียงของมันทำให้ทำให้ปวดหู และหูดับได้ การพิงกำแพงจึงใช้ไม่ได้สำหรับพวกเรา พวกเราต้องออกห่างกำแพง และคอยดูตามช่องโหว่ต่างๆ ด้วย เพราะกระสุนนัดเดียวที่ดับวิญาณของเรา อาจจะผ่านช่องโหว่ของกำแพงเข้ามาก็ได้
วันนี้เป็นวันที่เท่าไรไม่รู้ เพราะผมไม่มีความจำเป็นต้องดูปฏิทิน ผมเบื่อ และผมก็เครียด วันนี้ก็มีคนตายเพราะผมอีกเช่นเคย หวังว่ากลิ่นสาปเหม็นๆ ของเลือดเหล่านั้น คงจะช่วยทำให้ผมได้พบครอบครัว หรือไม่เช่นนั้น มันก็การันตี ความอำมหิตของผม ผมจำศพแรกที่ผมยิงได้ ผมรู้สึกผิดและสงสาร ตอนนั้นผมคิดว่าผมไม่น่า มาอยู่ในสงครามนี้เลย คนที่ผมยิง เขาก็ไม่ได้มีความแค้นอะไรกับผม ผมต้องบีบคั้นหัวใจตัวเองเป็นเวลานาน กว่าจะจับปืนได้อีกครั้ง แต่นี่มัน 5 ปีแล้ว ที่ผมต้องอยู่ในสงครามบ้าๆ นี่ และสถานการณ์ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง คือ เลวร้ายเหมือนเดิม มันทำให้ผมไปยืนอยู่หน้าศัตรูที่ผมยิง แล้วตะโกนด้วยน้ำเสียงดุจมัจจุราชว่า รีบไปเถอะเพื่อน นรกกำลังรอ ผมไม่ใช่คนโหดเหี้ยม เพียงแต่สงครามมันทำให้ผมแข็งกร้าว ความหวังที่จะได้เจอครอบครัว คือสิ่งเดียว ที่เยียวยาหัวใจของผม เพราะสิ่งอื่นนอกจากนี้ไม่มีอะไรให้ผมต้องคิด
กองบัญชาการวิทยุมาบอกพวกเรา ให้รวมกลุ่มกัน และบอกพิกัดที่อยู่ของพวกเรา ตอนนี้เราจะใช้ปืนใหญ่ที่ตั้งห่างออกไป ประมาณ 42 กิโลเมตร ยิงเข้ามา ผมอดคิดไม่ได้ว่า การโจมตีครั้งนี้ เพื่อถล่มพวกต่อต้าน และเปิดทางให้พวกเราโต้กลับ หรือต้องการเคลียพื้นที่ เพื่อเสนารักษ์จะได้เข้ามาเก็บศพ ของพวกเราออกไปนับจำนวน นรกชัดๆ พวกมันมากันไม่หยุด ผมอยากจะออกไปกราดยิงใส่พวกมันแต่ทำไม่ได้ เราต้องประหยัดกระสุน
คืนนี้ก็เหมือนกับทุกๆ คืน เสียงปืนใหญ่ลูกแล้วลูกเล่า เสียงระเบิดและเสียงพังทลาย มันไม่ช่วยให้เรานอนได้เต็มอิ่มเลย ทุกคืนเราต้องคอยระวังกระสุนจากฝ่ายต่อต้าน แต่คืนนี้เราต้องระวังกระสุนจากฝ่ายพวกเรากันเอง ในการยิงปืนใหญ่ระยะไกล จำเป็นต้องยิงนัดแรกอย่างรอบคอบที่สุด เพราะนัดแรกจะเป็นตัววัดถึงความแม่นยำ แต่สำหรับพวกเราแล้ว นัดแรกที่พวกเราหวัง ก็คือ อย่าให้โดนพวกเดียวกันเอง เท่านั่นก็พอ จากนั้นเราก็วิทยุไปบอกว่านัดแรกเป็นอย่างไร และนัดที่สองให้เปลี่ยนพิกัดไปทิศทางใด พวกเราคำนวณ พิกัดได้อย่างไรน่ะหรือ พวกเราคอยเฝ้ามอง พวกต่อต้าน ว่ามันวิ่งออกจากจุดระเบิด ไปสู่ที่ตั้งใหม่ พวกมันวิ่งกันกี่ก้าว แล้วพวกเราก็นำเอาจำนวนก้าวของมัน มาคำนวณเป็นพิกัดอีกที ก่อนที่จะวิทยุไปบอกพวกเรา ให้เปลี่ยนพิกัดยิง
แต่คืนนี้พวกเราต้องพักผ่อน และเตรียมตัวให้พร้อม ไม่มีทางที่เราจะแพ้ หากเราพร้อมที่จะต่อสู้อีกครั้ง พรุ่งนี้เราจะต้องปฏิบัติหน้าที่อีก บางครั้ง นี่อาจจะเป็นกองกำลังชุดสุดท้ายของพวกต่อต้านแล้วก็ได้ สงครามจะได้จบซักที พรุ่งนี้จึงเป็นวันดีเดย์ของเรา เพราะพวกเราได้ข้อมูลมากพอ ที่จะบุกถึงผู้นำฝ่ายต่อต้านได้แล้ว พรุ่งนี้เราจะบุกพร้อมกัน ในตอนนี้หากให้ผมพูดอีกครั้ง ผมอยากบอกกับภรรยาและลูกของผม ว่าผมเสียใจ
สงครามนี้เป็นแค่ส่วนหนึ่งของชีวิตผม แต่ลูกและเมีย คือทั้งหมดของชีวิต ผู้รู้แล้วว่าครอบครัวนั้น ไม่สามารถสร้างได้ หากแต่มันต้องเกิดจากหัวใจ ทุกวันนี้ครอบครัวของผม กำลังจะฆ่าผม ด้วยความคิดคะนึงโหยหา ที่มันบาดหัวใจ ผมได้แต่ขอปาฏิหาริย์ ผมอยากจะให้สิ่งมหัศจรรย์อันดับ 8 ของโลก คือ รอยยิ้มของลูกและเมีย ที่ยืนอยู่เบื้องหน้า ผมคงทำได้แต่วิงวอน ให้เธอเข้มแข็งและอดทน เพื่อผ่านค้นคืนวัน อันโหดร้าย ขอให้เธอโอบกอบ และจูบลูกแทนผมด้วย
4 เดือนเต็มๆ ที่ผมพกไดอารี่เล่มนี้ และพยายามนั่งเขียนมันในยามว่าง วันดีเดย์ที่ผ่านไป พวกเราสามารถผ่านพ้นมาได้ ตอนนี้พวกต่อต้าน หมดประสิทธิภาพในการสู้รบแล้ว ยังคงมีแต่การปะทะกันประปรายทั่วไป ในที่สุดผมก็ได้ข่าวของภรรยาของผม พวกเขา ไปหลบอยู่ในป่า และเข้าร่วมกับฝ่ายต่อต้าน ภรรยาของผมเสียชีวิตไปแล้ว เธอเสียชีวิตไป โดยที่เธอยังไม่ได้คุยกับผมครั้งสุดท้าย เธอเสียชีวิตโดยที่เธอยังไม่รู้ ว่าเธอคือคนที่ดีที่สุดของผม ผมอยากจะให้เธอรับรู้ ว่าเธอคือเมียที่ดีที่สุด ทุกที่ ที่เราได้ไปด้วยกันมันช่างงดงาม เธอคือความอบอุ่นของผม ลูกของผมไม่ได้เรียนหนังสือ และก็ได้ไปเข้าร่วมกับพวกต่อต้านเหมือนกัน 3 วันก่อนที่เราจะย้ายที่ตั้งมั่น ผมได้พบกับลูกของผม มันเป็นช่วงเวลาที่สั้นมากๆ ไม่มีแม้โอกาสจะพูดอะไรกัน เมื่อผมอยู่ตรงกลางจัตุรัสกับเพื่อน 2 คน เพื่อนผมอยู่ที่มุมตึก ส่วนผมระวังอยู่ด้านหลัง ผมได้เห็นลูกของผมเดินเข้ามา พร้อมกับปืนอาก้าในมือ ผมพยายามบอกให้เขาวางปืนแล้ว ผมพยายามบอกให้เขารู้ ว่าผมไง นี่พ่อเองนะ แต่เขาคงจำไม่ได้ หรือไม่ก็โดนสงครามกินเหมือนกันผม วินาทีนั้นมันช่างทรมาน และยากยิ่งนัก ในขณะที่เวลาตัดสินใจ มันก็มีเพียงน้อยนิด ผมต้องตัดสินใจในช่วงเศษเสี้ยววินาที กระสุนนัดนั้น ที่ผมยิงออกไป มันได้ตัดหัวใจถึงสองดวงด้วยกัน ภาพของเด็กน้อยน่ารัก ที่ผมเคยอุ้ม เคยกอด เคยพร่ำบอกกับเขา ว่าผมนี่แหละจะส่งเขาเรียน ว่าผมจะคุ้มครองเขา กลิ่นของนมผงที่ผมเคยชงให้เขากิน แต่ว่า ผมกลับรับบทมัจจุราชผู้ฆ่าวิญาณของเขาซะเอง ภาพความทรงจำต่างๆ มันวิ่งแล่นเข้ามาใจหัวของผม มันวิ่งเข้ามาแบบไม่หยุด จนทำให้ผมยืนนิ่งเหมือนรูปปั้น ผมรู้ได้ทันทีว่า หัวใจของผมมันได้ตายไปแล้ว ที่เหลืออยู่คงเป็นร่างกายที่ไร้หัวใจของผม
ตอนนี้ผมอยู่บนรถไฟ จากสมรภูมิถึงวันนี้ เวลาก็ผ่านล่วงเลยมานานแล้ว เหตุการณ์ต่างๆ ก็คลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น มีกองกำลังสหประชาชาติ เข้ามารับหน้าที่ต่อ ในวันที่สงครามจบลง ผมไม่อยากให้มันจบด้วยซ้ำ เพราะไม่รู้ว่า ต่อไปผมจะทำอะไร และผมจะสามารถเล่าเรื่องนี้ให้ผู้อื่นฟังได้หรือไม่ ในตอนนี้ผมได้แต่งงานใหม่แล้ว และเธอผู้เป็นภรรยาใหม่ของผม พยายามถามถึงอดีตของผม แต่ผมไม่เคยบอกใคร แต่ความปวดร้าวของผม มันก็แสดงออกทางดวงตา จนคนอื่นสามารถรับรู้ได้ ภรรยาผมคนนี้เป็นเจ้าของคณะละครสัตว์ และตอนนี้ผมก็เป็นหัวหน้าคณะละครสัตว์ ผมชอบนั่งคุยกับสัตว์ เพราะรู้ว่ามันก็มีอดีตที่เลวร้ายเหมือนกับผม ทั้งมันและผม ต่างก็ต้องอยู่ต่อไป ด้วยหัวใจที่เดียวดาย

Thursday, February 1, 2007, 10:09 AM - เรื่องเล่า ความจริงที่โกหก
ขอเริ่มกันแบบถ้วนๆ ตรงนี้เลยแล้วกัน เรื่องเล่า เรื่องนี้มีอยู่ว่า นุรเป็นหญิงสาว อายุ 28 ปี เธอยังไม่มีแฟน ทุกๆ วันนุรจะออกจากหอพักเพื่อไปทำงาน นุรทำงานเป็นคนเก็บเงินในร้านขายของที่ระลึกแห่งหนึ่ง ในย่านชานเมืองของ จังหวัดเชียงใหม่ ร้านที่นุรทำงานอยู่ เป็นร้านขายของที่ระลึกร้านเล็กๆ ที่โต๊ะคิดเงินของนุรจะมีเครื่องคอมพิวเตอร์เก่าๆ อยู่เครื่องหนึ่ง ซึ่งนุรจะใช้เครื่องนี้นั่งเล่น MSN เกือบทั้งวัน นุรได้รู้จักกับผู้ชายคนหนึ่ง ผ่าน MSN เขาใช้ชื่อว่า Tuman เป็นลูกครึ่งไทยจีน แต่อพยพไปอยู่ที่แคนนาดาตั้งแต่อายุได้ 10 ขวบ นุรได้รู้จักกับ Tuman โดยคุยกันผ่าน MSN อยู่เป็นเวลาเกือบปี ทั้งสองต่างมีความรู้สึกดีๆ ให้แก่กัน ไม่น่าเชื่อว่าเขาทั้งสองจะมีความรักให้กันอย่างมากมายขนาดนี้ Tuman บอกกับนุรเสมอว่า ถ้าเขาเสร็จงานเมื่อไรเขาอยากจะมาเมืองไทย และใช้ชีวิตคู่กับนุร นุรและ Tuman ส่งรูปแลกเปลี่ยนกันดูเป็นประจำ รูปของ Tuman ทุกรูปที่นุรได้รับจะเป็นรูปครึ่งตัวตลอด ในวันที่ 10 กรกฎาคม นุรได้นำเอาเงินเก็บของตนเอง ไปซื้อกล้องถ่ายรูป แล้วเดินออกมาด้วยรอยยิ้ม ก่อนที่นุรจะนำกล้องไปที่ไปรษณีย์ เพื่อส่งพัสดุไปให้กับ Tuman ให้ทันวันเกิดของ Tuman ในวันที่ 25 กรกฎาคม เพราะนุรรู้ว่า Tuman เป็นคนชอบถ่ายรูปมากๆ ส่วนตัวของนุรนั้น ไม่ได้ชอบอะไรเป็นพิเศษ และไม่เคยร้องขออะไรจาก Tuman เลย ทั้งๆ ที่ Tuman เองก็ถามอยู่ประจำว่านุรชอบอะไร หรืออยากได้อะไรบ้าง และในวันเกิดของนุร นุรก็ได้รับของขวัญจาก Tuman เป็นสร้อยห้อยคอ ที่ทำจากหิน Tuman บอกว่า เขาเป็นคนร้อยสร้อยเส้นนั้นขึ้นมาเองให้กับนุร ดังนั้นสิ่งทีนุรได้รับจาก Tuman มีอยู่สองสิ่งด้วยกัน คือสร้อยหิน และคำสัญญาว่า Tuman จะคอยปกป้องนุร จนเมื่อเวลาผ่านไปเกือบจะเข้าปีที่ 2 ที่รู้จักกัน นุรรู้สึกว่า Tuman ไม่ค่อยคุยกับนุร เมื่อนุรมีเรื่องวุ่นวายใจ ต้องการปรึกษาปัญหาบางอย่าง และต้องการกำลังใจ หลังจากพิมพ์ข้อความส่งไปแล้ว Tuman มักจะตอบกลับมาด้วยรูปโมตลอด บางครั้งก็ส่งรูปอีโมมาติดๆ กันหลายๆ อัน ช่วงหน้าหนาว ที่เชียงใหม่จะหนาวมาก แต่ว่าการท่องเที่ยวก็จะนิยมกันในช่วงนั้น เจ้าของร้านที่นุรทำงานอยู่ ก็ได้จัดให้ไปเที่ยว นุรไปเที่ยวบนดอย ได้ไปดูชาวเขา ที่หมู่บ้านชาวเขา นุรได้ถ่ายรูปคู่กับชาวเขา เมื่อกลับมา นุรก็ไม่รอช้าที่จะส่งรูปเหล่านั้นไปให้ Tuman ดู หลังจากที่ Tuman ได้รับรูปเหล่านั้นแล้วก็ไม่ได้พิมพ์อะไรส่งมาให้นุรดู และครั้งนั้นแทบจะเป็นครั้งสุดท้ายที่ได้คุยกัน เพราะหลังจากนั้น Tuman ก็ไม่ได้ออนอีกเลย
ถึงแม้จะไม่ได้คุยกันแต่นุรก็ยังใช้ชีวิตปกติประจำวันเหมือนอย่างเคย บางครั้งนุรก็ส่งอีเมลไปต่อว่า Tuman ที่เงียบหายไป หลังจากนั้นได้ไม่นานก็มีเหตุการณ์แปลกๆ เกิดขึ้นกับชีวิตของนุร เหตุการณ์หนึ่งที่ทำให้นุรต้องจดจำไปนาน เด็กนักเรียนยกพวกตีกันกลางเมือง ซึ่งเป็นจังหวะพอดีกับที่สร้อยหินของ Tuman ได้ขาด นุรจึงก้มลงไปเก็บหินเหล่านั้น ถ้าหากว่าสร้อยหินไม่ขาดและนุรไม่ก้มลงไป ก็อาจจะตกเป็นเป้ากระสุนปืนของเด็กนักเรียนช่างกลก็ได้ และอีกครั้งหนึ่ง ในขณะที่นุรเดินทางออกจากร้านขายของที่ระลึก ที่ตนเองทำงานอยู่ วันนั้นนุรต้องเคลียงานให้เสร็จจึงต้องกลับมืด ก่อนถึงหอพัดนุรได้ถูกชายหนุ่มกลุ่มหนึ่ง กำลังจะข่มขืนนุร แต่ก็มีรถเก่งเปิดไฟวิ่งมาจอดตรงนั้นพอดี ทำให้พวกระยำพวกน้ำวิ่งหนีไปกันหมด นุรเดินไปที่รถหวังจะขอบคุณคนที่มาช่วยนุร แต่นุรกลับพบว่า ในรถนั้นไม่มีคนขับอยู่เลย นุรได้พบกับเหตการณ์แปลกๆ แบบนี้อยู่มาก เหมือนมีสิ่งใดคอยปกป้องเขาอยู่ตลอดเวลา
จนวันหนึ่งนุรได้รับจดหมายจากไปรษณีย์ให้ไปรับพัสดุ เป็นพัสดุที่ส่งมาจากแคนนาดา ภาพในกล่องวัสดุนั้นมีจดหมายและเรื่องราวต่างๆ ของ Tuman นุรได้รู้ว่าชื่อจริงเขาคือ จอนห์นี่ และเรื่องราวทั้งหมดมีอยู่ว่า จอนห์นี่เป็นโรคไขสันหลังเสื่อม ไม่สามารถเดินไปไหนมาไหนได้เหมือนคนปกติ จึงต้องนั่งบนรถเข็นตลอด เขาจึงไม่กล้าส่งรูปถ่ายเต็มตัวให้นุรดู นอกจากนี้ยังมีม้วนวีดีโอที่จอนห์นี่ ได้ให้ครอบครัวช่วยถ่ายไว้ ก่อนที่เขาจะเข้ารับการผ่าตัด เขาไม่แรงพอที่พิมพ์ตัวหนังสือใดๆ บนคีย์บอร์ดได้เลย จึงทำได้แต่เพียงคลิ้ก อีโม แล้วส่งมาให้นุรเท่านั้น และหลังจากการผ่าตัดอาการของเขากลับทรุดหนักลง และเสียชีวิตในที่สุด ทันทีที่นุรได้รับรู้เรื่องราวทั้งหมด นุรรู้สึกเสียใจมาก นุรเข้าใจทันที่ว่าเหตุการณ์ต่างๆ ทีเกิดขึ้นนั้น อาจจะเป็นวิณญาณของจอนห์นี่ ที่คอยมาปกป้องนุร และทำบางสิ่งที่เขาไม่เคยทำ เพราะตลอดเวลาที่รู้จักกัน นุรได้ให้แก่เขามากเหลือเกิน โดยที่เขาไม่สามารถตอบแทนอะไรให้แก่นุรได้เลย สิ่งเหล่านั้นจึงเป็นการปกป้อง ที่เขาพอจะทำให้นุรได้บ้าง
ทุกวันนี้นุรแต่งงานแล้ว และมีบริษัททัวร์ และมีรถทัวร์เป็นของตัวเอง อยู่ 8 คัน ทุกๆ ปี นุรจะบินไปแคนนาดา เพื่อไปเยี่ยมหลุมศพจอนห์นี่
ปล. เรื่องนี้ถูกแต่งขึ้นโดยมีเค้าโครงจากเรื่องจริง


ปฏิทิน




